ความเป็นมาของสายรัดข้อมือ

สายรัดข้อมือ มักมีประเภทเป็นวงที่ทำจากพลาสติก หรือกระดาษมัน ที่ใช้เพื่อมัดหรือคาดที่อาณาเขตแขน สายรัดเหล่านี้มักทำให้ไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ เพื่อใช้เป็นสัญญาณประจำตัว หรือใช้เพื่อเป็นการบอกความเลื่อมใสหรือลุ้นหน่วยงานธรรมการย์ต่าง ๆ

สายรัดข้อมือซิลิโคน

ต้นปีพ.ศ. 2548 สายรัดข้อมือซิลิโคนได้กลายเป็นอลงกรณ์ที่ได้รับแฟชั่น ที่องค์กรการกุศลนำมาเพื่อหาเงินบริจาค สายรัด Livestrong เป็นแบบแรกที่ออกมา ผ่านทางการริเริ่มโดยแลนซ์ อาร์มสตรองนักปั่นจักรยาน จากนั้นก็ได้มีออกมาอีกหลายประเภท

ในประเทศไทยสายรัดข้อมือ เริ่มเป็นที่การตั้งกฎเกณฑ์ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2548 โดยที่ราคาของสายรัดข้อมือบางอย่างมีค่าสูงประมาณ 1 พันบาท และได้หมดค่านิยมในช่วงกลางปี พ.ศ. 2548

แต่ในสมัยปัจจุบันได้รับแบบอย่างในการผลิตเพื่องาน แสดงสินค้า ของกำนัลเพราะด้วยสหภาพ ต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีต้นทุนต่อชิ้นทึ่ถูก ซึ่งวิถีทางทำสายรัดข้อมือ นั้นมีหลายหลายวิธี โดยมากนั้นสายรัดข้อมือจะมีการทำจาก ยาง ซิลิโคน Rubber หลายหลากเกรด

วีธีการขึ้นลายบนสายรัดข้อมือนั้น ในการผลิตจำนวนมากจะใช้การทำบล็อกในการขึ้นของซื้อของขายมีข้อดีคือความคมชัดของการระบายสีบนสายรัดข้อมือ และอีกกรรมวิธีในการทำการวาดเขียนบนสายรัดข้อมือนั้น คือ การใช้เลเซอร์ในการแกะสลักข้อความบนสายรัดข้อมือ ซึ่งสามารถทำได้ในจำนวนน้อยต่อแบบ ซึ่งได้รับแบบอย่างจาก  ลูกค้า เพราะสามารถทำสายรัดข้อมือได้ตามความประสงค์ในจำนวนที่ไม่มาก อีกทั้งบางหุ้นส่วนยังสามารถ ใส่หมายเลยเลขโค๊ดเฉพาะเพื่อสายรัดข้อมือแต่ละอันได้ด้วย

 

 

 

 

 

ว่าด้วยเรื่องกล้อง Mirrorless

%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-mirrorless

หลายท่านอาจจะยังไม่รู้จักกล้อง Mirrorless เรามาทำความรู้จักกับกล้องชนิดนี้กันก่อนดีกว่าว่า เจ้า Mirrorless มันคืออะไรกันแน่ คำว่า Mirrorless นั้นมาจากคำว่า Mirrorless Interchangeable-Lens Camera (MILC) กล้อง Mirrorless เป็นกล้องที่เปลี่ยนเลนส์ได้โดยไม่มีกระจก ข้อดีของกล้องที่ม่มีกระจกคือ ทำให้กล้องนั้นมีขนาดที่เล็กลง พกพาสะดวก และเรายังสามารถเอาเลนส์ค่ายอื่นๆหรือพวกเลนส์มือหมุนมาเล่นได้หลากหลายผ่านการใช้ Adapter การแสดงผลแบบอิเล็กทรอนิกส์ของกล้อง Mirrorless จะบอกได้เลยว่าภาพที่ออกมาจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงบนจอภาพโดยทันทีเมื่อเราปรับเปลี่ยนการตั้งค่ากล้องนั้นเอง

แต่ข้อเสียของกล้อง Mirrorless ก็มีเช่นกันนั้นคือ การแสดงผลแบบอิเล็กทรอนิกส์ของกล้อง Mirrorless บางตัวก็ไม่ได้ตรงกับภาพที่จะได้ขนาดนั้น และมันอาจจะมีความช้า หรือหน่วงนิดนึง แต่ปัจจุบันหลายๆค่ายได้มีการปรับปรุงเทคโนโลยีตรงนี้ให้ดีขึ้น ด้านความจุแบตเตอรี่มักจะสู้ DSLR ไม่ได้ และเนื่องด้วยขนาดกล้องที่เล็ก ทำให้ภาพลักษณ์ของผู้ใช้ดูมีความโปรน้อยกว่ากล้องDSLR

วิธีการเลือกซื้อกล้อง Mirrorless มีปัจจัยอะไรบ้าง เรามาดูกันที่ละข้อ

  1. งบประมาณและราคา
  2. ขนาดเซนเซอร์
  3. การพับหน้าจอเพื่อเซลฟี่หรือเพื่อถ่ายมุมยากๆ
  4. ช่องมองภาพ
  5. การออโต้โฟกัส
  6. สีสันของภาพ
  7. วีดีโอ
  8. ทัชสกรีน
  9. กันสั่น
  10. Weather Sealing
  11. รูปลักษณ์ หน้าตา
  12. ขนาดและน้ำหนัก
  13. ปริมาณของปุ่มปรับค่าต่างๆ
  14. การจับถือ
  15. คุณภาพเลนส์
  16. ความหลากหลายของเลนส์
  17. Silent Shutter

นี้เป็นเพียงส่วนนึงที่เป็นคำถามพบบ่อย ว่าการเลือกซื้อกล้อง Mirrorless ความที่จะมีปัจจัยอะไรบ้าง

เหตุผลที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้กล้องดิจิตอลคอมแพค

Fujifilm-X30-5กล้อง Compact เป็นกล้องดิจิตอลที่เราคุ้นเคยกัน เพื่อใช้ถ่ายรูปเรื่องราวต่างๆที่เราประทับใจ แล้วก็มี SD CARD ตามแต่ความจุที่เราใส่เข้าไปได้ แล้วก็เอารูปภาพลงเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์เพื่อเปิดดูตอนไหนก็ได้ ขนาดความจุของ SD CARD เราก็สามารถใส่เข้าไปได้ง่าย หรืออยากจะเอาไปอัดรูปก็ทำได้ โดยความละเอียดนั้นก็พอใช้ได้ ขึ้นอยู่กับรุ่นของกล้องชนิดนั้น ซึ่งมีตั้งแต่ 1 ล้านพิกเซล ไปจนถึง 10 ล้านพิกเซล ขึ้นไป โดยกล้อง Compact สังเกตง่ายๆก็คือเป็นกล้องดิจิตอลแบบง่ายที่เอาเครื่องมาก็กดถ่ายได้เลย มีโปรแกรมเพื่อถ่ายแบบต่างๆเสร็จสรรพ ไม่ต้องตั้งให้เสียเวลา จะถ่ายคน ถ่ายดอกไม้ ถ่ายโหมดกลางคืน ก็เพียงหมุนปรับไปที่โหมดนั้นๆ เราก็สามารถเก็บภาพประทับใจได้ ไม่มีลูกเล่นมากมายให้เล่นกัน โดยภาพที่ออกมานั้นแตกต่างกันออกไปตามรุ่น และยี่ห้อของกล้อง Compact นั้นๆ

เวลากดชัตเตอร์เพื่อถ่ายภาพ กล้องก็จะใช้ระบบควบคุมแบบ Electronics เพื่อปิด-เปิด การทำงานของเซนเซอร์รับภาพให้ได้ปริมาณแสงตามที่เราตั้งไว้ เมื่อนำค่าแสงที่ได้ไปประมวลผลต่อก็จะได้ภาพสวยๆออกมาตามที่เราต้องการเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น กล้องดิจิตอลคอมแพคไม่มีม่านชัตเตอร์ ถูกแทนที่ด้วยระบบ Electronics ตัดต่อการทำงานด้วยวงจรไฟฟ้า ไม่มีกระจกสะท้อนภาพเพราะใช้การแสดงผลภาพผ่านทาง Live View จึงทำให้กล้องดิจิตอลคอมแพค (Digital Compact)  เป็นกล้องที่มีจุดเด่นอย่างที่มันเป็น คือมีขนาดเล็ก พกพาสะดวก และใช้งานง่าย เป็นที่นิยมของคนทั่วไป

ปัจจุบันนี้คนนิยมใช้กันมากเนื่องด้วยความสะดวกในการใช้งานแบบเล็งและถ่าย ทั้งยังมีจุดเด่นด้านความเล็กสะดวกพก สำหรับคนที่ไม่ต้องการคุณภาพของภาพชนิดว่าต้องไปขยายใหญ่ขึ้นป้ายบนทางด่วน หรือไม่ต้องวุ่นวายตั้งค่าอะไรมากมายกว่าจะได้รูปสวยๆไว้อัพขึ้นโซเชียลเน็ตเวิร์ค จึงเป็นเหตุผลที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กล้องดิจิตอลแบบคอมแพคกันมาก โดยกล้องประเภท Compact นั้นในปัจจุบันผู้ผลิตกล้องก็มีการแข่งขันกันเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับการใช้งานให้ง่ายและเป็นมิตรกับผู้ใช้มากขึ้น มีลูกเล่นหลากหลายขึ้น ทั้งการถ่ายภาพแบบพาโนรามาที่เหมาะกับการเก็บภาพวิวทิวทัศน์ที่ประทับใจ เรียกว่าตอบโจทย์ของความง่ายได้อย่างครบถ้วน

ประเภทและการเลือกกล้องสำหรับผู้ใช้ทั่วไปในปัจจุบันนี้

15หากจะถามว่าทุกวันนี้เราสามารถแบ่งประเภทของกล้องดิจิตอลได้กี่ประเภทแล้ว คำตอบก็คือเราสามารถแยกได้ทั้งหมด 3 ประเภท ตามที่ใช้กันมากในปัจจุบัน คือ 1.กล้อง Compact 2.กล้อง Mirrorless และ 3. กล้อง DSLR ซึ่งแต่ละประเภทก็มีรูปแบบการใช้งานและคุณสมบัติแตกต่างกันมากครับ โดยเฉพาะการเลือกกล้องสำหรับผู้ใช้ทั่วไปนั้น ตัวเลือกระหว่างกล้อง Compact และกล้อง Mirrorless ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น เราจะมาให้คำตอบกันนะครับ กล้องคอมแพคจิ๋วแต่แจ๋วพลังสูงชนิดนี้เรามักจะพบเห็นคนนิยมใช้กันมากครับ เนื่องด้วยความสะดวกในการใช้งานแบบเล็งและถ่ายทั้งยังมีจุดเด่นด้านความเล็กสะดวกพก สำหรับคนที่ไม่ต้องการคุณภาพของภาพชนิดว่าต้องไปขยายใหญ่ขึ้นป้ายบนทางด่วน หรือไม่ต้องวุ่นวายตั้งค่าอะไรมากมายกว่าจะได้รูปสวยๆ ไว้อัพขึ้นโซเชียลเน็ตเวิร์ค จึงเป็นเหตุผลที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กล้องดิจิตอลแบบคอมแพคกันมาก โดยกล้องประเภท Compact นั้น ในปัจจุบันผู้ผลิตกล้องก็มีการแข่งขันกันเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับการใช้งานให้ง่ายและเป็นมิตรกับผู้ใช้มากขึ้น มีลูกเล่นหลากหลายขึ้น ทั้งการถ่ายภาพแบบพาโนรามาที่เหมาะกับการเก็บภาพวิวทิวทัศน์ที่ประทับใจ เรียกว่าตอบโจทย์ของความง่ายได้อย่างครบถ้วน

กล้อง Mirrorless รวมจุดเด่นของกล้องทุกชนิดกล้องอีกประเภทที่พึ่งจะได้รับความนิยมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็คือกล้อง Mirrorless ที่คล้ายกับกล้อง Compact ในด้านความเล็ก แต่กลับมีความสามารถในการเปลี่ยนเลนส์ได้  แถมคุณภาพของภาพที่ได้จากกล้องชนิดนี้ ไม่ว่าจะเป็นความคมชัดของภาพ หรือความอิ่มตัวของสี ก็จัดว่าให้คุณภาพที่สูงมากเลยทีเดียว แน่นอนที่ว่า จุดเด่นของกล้อง Mirror less นั้น ก็คือรูปร่างของตัวกล้องที่พกพาสะดวก แม้ว่าจะติดตั้งเลนส์ไปแล้วก็ยังเล็กถือว่าเล็กกว่ากล้องสำหรับมืออาชีพอย่าง DSLR อยู่ดี สาเหตุที่สามารถลดหุ่นของตัวกล้องได้ขนาดนี้ ก็เนื่องมาจากการตัดชิ้นส่วนที่เป็นกระจกสะท้อนภาพที่มีในกล้อง DSLR ออกไป จากนั้นก็แทนที่ด้วยการแสดงผลภาพผ่านจอ LCD ที่ตัวกล้องเองเลย อีกจุดเด่นก็คือเรื่องคุณภาพของงานของกล้องประเภทนี้สูงกว่ากล้อง Compact ก็เพราะว่าตัวกล้องมีเซ็นเซอร์รับภาพขนาดใหญ่ แถมยังสามารถเลือกใช้เลนส์ได้หลากหลายชนิด ตั้งแต่ความยาวโฟกัสมากไปถึงน้อย ซึ่งตอบโจทย์การถ่ายภาพได้ดีกว่าเลนส์เล็กๆ ที่ติดมากับกล้อง Compact นอกจากนั้นเลนส์บางรุ่นที่คุณภาพสูง มักจะมีระบบกันสั่นมาให้ด้วยทำให้ภาพที่ได้ออกมาคมชัดสดใสไม่เบลอให้เสียอารมณ์ แต่อย่างไรก็ดี การที่ภาพจะออกมาได้อย่างสวยงามแค่ไหนนั้น 50% แม้จะอยู่ที่อุปกรณ์ดี แต่อีก 50% นั้นก็จะอยู่ที่มุมมองของผู้ถ่ายด้วยเช่นกันครับ เพราะอย่าลืมว่ากล้องเป็นเพียงอุปกรณ์ที่ไว้ถ่ายทอดเท่านั้น ของสำคัญมันอยู่ที่ช่วงจังหวะเวลา ความอดทน และความสามารถด้านศิลปะของคนถ่ายประกอบกันไป

กล้องวงจรปิดยุคใหม่ไม่ใช่แค่กล้องกับที่เก็บข้อมูล

กล้องวงจรปิดยุคใหม่ไม่ใช่แค่กล้องกับที่เก็บข้อมูล
ความเข้าใจส่วนใหญ่ หรือแม้แต่ฟังก์ชันหลักๆ ส่วนใหญ่ก็มักจะใช้งานทางด้านความปลอดภัยเป็นหลัก แต่ด้วยความคมชัดและซอฟต์แวร์ที่ทันสมัย ทำให้การติดกล้องวงจรปิดในปัจจุบันไม่ใช่แค่การรักษาความปลอดภัยอีกต่อไป เพราะกล้องวงจรปิดบางชนิด สามารถนำมาใช้ในการช่วยวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจได้ และน่าจะเป็นเทรนด์ใหม่ของกล้องวงจรปิดนับจากนี้

กล้องวงจรปิดที่ทันสมัยแบบเดิมนั้น ด้วยความฉลาดที่เราเรียนรู้กันนั้นเพียงแค่กล้องๆ หนึ่งสามารถหันหน้าไปตามผู้ต้องสงสัยได้ และเมื่อพ้นรัศมีก็จะจะส่งต่อไปให้กล้องอีกตัวหนึ่งทำหน้าที่ต่อ ก็ถือได้ว่ามีความสามารถที่เพียงพอแล้ว แต่ด้วยการพัฒนาที่ก้าวไปอีกขั้นทำให้กล้องวงจรปิดเหล่านี้ทำหน้าที่ได้โดดเด่นกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นการใส่ฟังก์ชันอย่างการวิเคราะห์ภาพในส่วนของการนับคนเข้าออก การวิเคราะห์ภาพในเรื่องของความหนาแน่นของคนในภาพ อย่างเช่น บริเวณที่มีคนหนาแน่นก็จะปรากฏเป็นสีแดง บริเวณคนน้อยจะเป็นสีฟ้า เป็นต้น กล้องวงจรปิดแบบเทคโนโลยีใหม่นี้ ยังให้ความคมชัดที่มากกว่า และให้การครอบคลุมพื้นที่ที่มากกว่า สามารถนำภาพที่ได้มาวิเคราะห์ได้แบบชัดเจน ไม่คลุมเคลือเหมือนกล้องแบบเดิม โดยเฉพาะในเรื่องของความปลอดภัยแล้วถือว่าสามารถตอบสนองในการหาตัวคนร้ายได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว

กล้องวงจรปิดนับจากนี้จะเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปตามเทคโนโลยียุคใหม่ ซึ่งต่อไปกล้อง 1 ตัวที่จะมีส่วนประกอบภายในมากมาย ที่นอกจากจะบันทึกข้อมูลภาพและวิดีโอได้แล้ว อาจจะสามารถวิเคราะห์ได้ถึงพฤติกรรมของคนๆ หนึ่งด้วยการประมวลผลในเวลาสั้นๆ และสามารถส่งข้อมูลเหล่านั้นไปให้กับผู้ควบคุมเพื่อให้สามารถป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทันที หรือแม้แต่การใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดยุคใหม่ที่จะนำมาใช้ในการสอดส่องพฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้า และช่วยให้เจ้าของรีเทลนั้นๆ สามารถนำไปวิเคราะห์เพื่อนำสิ่งที่ได้มาสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า อันจะส่งผลต่อการซื้อครั้งต่อไปได้ไม่ยาก และกล้องวงจรปิดก็จะไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือจับโจรในห้างเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

หลักฐานชั้นยอดจากกล้องติดรถยนต์

NjpUs24nCQKx5e1DGT7tgg1e1FEBulwcVl3Lt1a4tRGมีหลายครั้งที่อุบัติเหตุเกิดขึ้นมาแล้วต้องมานั่งเถียงกันว่าใครถูกหรือผิด ซึ่งบทสรุปคนผิดอาจผิดจริงรึเปล่าก็ยังไม่แน่ แต่กล้องติดรถยนต์ได้ผลิตขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการในส่วนนี้ โดยกล้องติดรถยนต์จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้บันทึกเหตุการณ์ขณะขับขี่หากเกิดอุบัติเหตุต่างๆ เวลาที่เกิดอุบัติเหตุกล้องเหล่านี้ก็จะเป็นหลักฐานชั้นยอด โดยในหลายรุ่นจะมีระบบจับการสะเทือนเมื่อเกิดการชน กล้องจะเก็บภาพในช่วงก่อนเกิดเหตุไว้เล็กน้อย และตั้งโปรแกรมป้องกันการบันทึกทับและลบไฟล์ในช่วงดังกล่าว เพื่อเก็บเป็นหลักฐานให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือประกันภัยได้ นอกจากนี้ในกล้องหลายรุ่นยังสามารถบันทึกตำแหน่งของรถจาก GPS ได้ โดยจะแสดงผลตำแหน่งที่วิ่งผ่านบนแผนที่ออนไลน์เมื่อเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ได้ด้วย

การเลือกซื้อกล้องติดรถยนต์ให้ถูกใจผู้ใช้มากที่สุด ควรเลือกซื้อที่ราคาเพราะในปัจจุบันทำให้กล้องติดรถยนต์มีความหลากหลายในเรื่องของราคาจัดจำหน่ายตั้งแต่หลักร้อย สำหรับกล้องที่มีคุณสมบัติพื้นฐานครบครันไปจนถึงหลักพัน เช่น กล้องที่บันทึกภาพแบบ Full HD และกล้องที่มีฟังก์ชั่นเสริมพิเศษ กล้องติดรถยนต์เป็นกล้องที่ต้องนำไปติดตั้งบริเวณคอนโซลรถ ซึ่งมีขนาดพื้นที่แตกต่างกันไปในรถยนต์แต่ละรุ่น การเลือกซื้อโดยคำนึงถึงขนาดของกล้องที่จะนำมาติดทำให้เกิดความเหมาะสมกับพื้นที่ติดตั้ง กล้องไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป และไม่เกะกะบริเวณหน้ารถเพื่อความสวยงามโดยรวมของห้องโดยสาร

นอกจากฟังก์ชั่นการทำงานขั้นพื้นฐานของกล้องติดรถยนต์โดยทั่วไปแล้ว ยังมีกล้องบางรุ่นที่มีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มเติมเป็นออพชั่นเสริม อาทิเช่น มีระบบ GPS แนะนำเส้นทาง มีระบบ G-sensor บันทึกและเก็บแยกไฟล์เมื่อเกิดอุบัติเหตุ เพื่อป้องกันการสูญหายของไฟล์ กล้องติดรถมีระดับความคมชัดของภาพทั้งแบบมาตรฐานและแบบ Full HD ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคมชัดในการบันทึกภาพในที่แสงน้อยได้ดีโดยเฉพาะเวลากลางคืน สำหรับผู้ใช้ที่ไม่เน้นฟังก์ชั่นพิเศษอาจคำนึงถึงความคงทนของกล้องเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจได้ กล้องที่เน้นความคงทนจะผลิตจากวัสดุที่มีความแข็งแรงทนทานเป็นพิเศษ ไม่เกิดความเสียหายหรือเสียหายน้อยมากเมื่อเกิดการกระแทกตกหล่น ทำให้กล้องไม่เสียหรือพังง่าย ประหยัดค่าใช้จ่ายและให้ความคุ้มค่าในระยะยาว

เทคนิคการถ่ายภาพท่องเที่ยวจากมือถือให้สวยงามอย่างมือโปร

ในปัจจุบันนี้กล้องมือถือ ถือว่าเข้ามาปฎิวัติวงการถ่ายภาพเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อก่อน การถ่ายภาพนั้นเป็นกิจกรรมเฉพาะทางสำหรับผู้ที่สนใจหรือมือโปรเท่านั้น เพราะนอกจากต้องมีกล้องเป็นของตัวเองแล้ว ยังต้องพกกล้องตัวนั้นไปไหนมาไหนอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่อยากพลาดวินาทีสำคัญ แต่พอกล้องมือถือได้รับการพัฒนาขึ้นมาจนถึงขั้นใช้งานได้ดีพอสมควร ทำให้เสมือนว่าเรากำลังพกกล้องไปทุกที่ทุกเวลา และไม่พลาดที่จะถ่ายภาพในทุกสถานการณ์เลยทีเดียว

วันนี้เราเลยมีทริคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะพัฒนาการถ่ายภาพจากมือถือของคุณให้ดีขึ้น จนบางทีเพื่อนคุณอาจจะไม่เชื่อก็ได้ว่าภาพเหล่านี้ถ่ายจากมือถือ
1. หันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์และปรับโหมดเป็น HDR
สมัยนี้กล้องมือถือจะพยายามใส่ฟังชั่น HDR (High Dynamic Range) เข้ามา ซึ่ง HDR นี้ก็คือการถ่ายโดยเก็บรายละเอียดในภาพทั้งส่วนมืดและสว่างให้มีรายละเอียดครบถ้วน ฉะนั้นหากถ่ายภาพในโหมดนี้แล้ว เราก็จะแก้ปัญหาหน้ามืดเมื่อหันกล้องเข้าหาดวงอาทิตย์ได้ระดับหนึ่งทีเดียว แต่ถ้าจะให้ได้ผลดีที่สุด ให้รอช่วงที่พระอาทิตย์กำลังจะตก ช่วงนั้นแสงจะไม่รุนแรงมากนัก ทำให้เราสามารถเก็บภาพที่มีรายละเอียดแสงสีที่สวยงามได้ และยิ่งวันไหนที่ท้องฟ้าเป็นใจ เราก็จะได้ภาพท้องฟ้าสวย ๆ อย่างแน่นอน

2. ถ่ายช่วงเวลาทอง
หลาย ๆ คนพยายามจะถ่ายภาพช่วงกลางวันที่แดดจัด ๆ และเกิดความสงสัยมาตลอดว่า ทำไมภาพที่ถ่ายออกมาดูแข็ง ๆ แสงไม่สวยเลย ดูภาพไม่มีชีวิตชีวา
ให้ลองเปลี่ยนเวลาถ่ายรูปโดยไปถ่ายช่วงเวลาก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน หรือที่คนทั่ว ๆ ไปเรียกว่าตอนเย็นนั่นแหละ ถ้าเป็นในประเทศไทยก็คือราว ๆ 5 โมงเย็น ช่วงเวลานี้ ถ้าเป็นวันที่มีแดด แสงแดดจะนุ่มเนียนตามากกว่าเวลาอื่น ๆ และเมื่อเราถ่ายรูปออกมา ภาพจะออกโทนเหลือง ๆ แดง ๆ คอนทราสของภาพก็จะสวยงามลงตัว เราเรียกเวลาช่วงนี้ว่า เวลาทอง Golden moment

3. ถ่ายช่วงทไวไลท์
ทไวไลท์คืออะไร มันคือช่วงเวลาหลังพระอาทิตย์ตก หรือก่อนพระอาทิตย์ขึ้นซักพักนึง ถ้าเป็นในประเทศไทย ก็อยู่ที่ราว 15-20 นาทีหลังจากพระอาทิตย์ตกนั่นเอง
ในช่วงเวลาดังกล่าว สมดุลระหว่างแสงบนท้องฟ้าและแสงไฟในเมืองจะพอดี ทำให้เป็นช่วงที่ถ่ายได้สีสันสวยงามมากที่สุดของวัน ซึ่งช่วงดีที่สุดของทไวไลท์นั้นก็ขึ้นอยู่กับความสว่างของเมืองนั้น ๆ ด้วย

ฉะนั้นถ้าอยากถ่ายไฟเมืองแบบสวย ๆ ลองรอหลังพระอาทิตย์ตกดู พอเมืองเริ่มเปิดไฟก็ลองถ่ายดูเลย รับรองว่าได้ภาพน่าประทับใจแน่นอน โดยเฉพาะมือถือรุ่นใหม่ ๆ ก็มักจะถ่ายในที่มืดได้ดีขึ้นมากด้วย

4. หาเนื้อหาเด่นของภาพ
บางทีเราเห็นวิวที่สวยงามและยิ่งใหญ่ก็อยากจะเก็บภาพไปเสียทั้งหมด แต่พอถ่ายภาพออกมากลับดูไม่เหมือนที่เห็นด้วยตาเปล่า ภาพดูว่าง ๆ โล่ง ๆ ไม่น่าสนใจเอาเสียเลย

ฉะนั้นแทนที่เราจะถ่ายแบบจะเก็บทุกอย่าง เราก็เปลี่ยนมาหาจุดเด่นในภาพดีกว่า นอกจากจะทำให้ภาพดูน่าสนใจแล้ว ยังสามารถบ่งบอกสถานที่ที่เราไปเยือนได้ดีกว่าอีกด้วย และถ้ากล้องมือถือมีปัญหาเรื่องการซูมเข้าไปหาเป้าหมาย เราก็ใช้วิธี CROP ภาพทีหลังก็ได้ เพราะกล้องเดี๋ยวนี้ความละเอียดค่อนข้างสูงมากทีเดียว เช่น GALAXY S6 ที่ 16 ล้าน หรือ IPHONE6 ที่ 8 ล้าน ถึงถ่ายมาแล้ว crop ก็ยังละเอียดพอจะลงโซเชียลเนทเวิร์คได้สบาย ๆ

5.มือต้องนิ่ง
ปัญหาหลักเลยที่ทำให้ภาพดูไม่น่าประทับใจคือ มือเราดันไม่นิ่ง ยิ่งบางคนไม่ถนัดกับการถ่ายด้วยมือถือเอาซะเลย เพราะมันเล็กเกินไป ฉะนั้น เราต้องมาฝึกถ่ายให้มือนิ่งกัน โดยเริ่มจากลองกลั้นหายใจตอนจะกดถ่ายดูก่อน เพราะส่วนใหญ่จะนิ่งขึ้นพอสมควร หรือหากเป็นช่วงเย็นที่แสงไม่พอ ลองหาพื้นหรือผนังที่แข็งแรง แล้วเอามือถือไปพิงแล้วค่อยถ่าย จะลดอาการสั่นได้ดีทีเดียว หรือหากถึงที่สุดจริง ๆ ให้ใช้ขาตั้งเล็ก ๆ และตั้งเวลาถ่ายเอา คราวนี้ยังไงก็นิ่งแน่นอน

เป็นอย่างไรกันบ้างกับหลักการถ่ายภาพท่องเที่ยวด้วยมือถือแบบคร่าว ๆ หวังว่าคงจะพอเป็นพื้นฐานให้ทุกท่านได้นำไปทดลองฝึกกันได้บ้าง เพราะจริง ๆ หลักการพวกนี้ส่วนใหญ่ก็นำมาจากหลักการถ่ายภาพทั่วไปของกล้องใหญ่นั่นแล ฉะนั้น ฝึกกับมือถือในตอนนี้ ไม่แน่ว่าในอนาคต เราอาจจะได้นำไปใช้กับกล้องแบบมืออาชีพก็ได้นะ

แบรนด์ไทยขี่กระแส Selfie ต่อยอดสินค้า-แคมเปญตลาด

ยังฮิต…ปรากฏการณ์ของคนที่ชอบถ่ายภาพตัวเองแชร์ลงโซเชียลมีเดีย ทำให้ค่ายสมาร์ทโฟนอย่าง OPPO และไอโมบาย ต้องออกสมาร์ทโฟนรุ่น Selfie มาแล้ว ส่วนค่ายเครื่องดื่มของไทย งัดโปรโมชั่น ประกวดถ่ายภาพรับกับกระแส Selfie เอเยนซี่คาดกระแสปีนี้อาจตีกลับเน้นถ่ายภาพเพื่อสังคมแทน

ด้วยกระแสโซเชียลมีเดียที่มาแรงมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายคนใช้โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่ในการแสดงตัวตนค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์รูปภาพ หรือข้อความผ่านเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม ทำให้เกิดกระแสใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า “Selfie”

Selfie เป็นปรากฏการณ์ของเหล่าบรรดาวัยรุ่นหนุ่มสาวรวมไปถึงเซเลบริตี้ ถ่ายรูปตัวเองผ่านสมาร์ทโฟนแล้วแชร์ลงโซเชียลมีเดีย รวมไปถึงการถ่ายรูปตัวเองหน้ากระจกก็เรียกรวมกันว่าเป็น Selfie เช่นกัน ในขณะที่ถ้าถ่ายรูปเป็นกลุ่มจะเรียกว่า Group Selfies แต่ในวงการบันเทิงเกาหลีส่วนใหญ่จะเรียกว่า Selca ซึ่งย่อมาจากคำว่า Self Camera

กระแสความฮิตของ Selfie นั้น ถึงขั้นได้รับเลือกให้กลายเป็น Word of The Year ประจำปี 2013 โดย Oxford English Dictionary โดยในปี 2013 มีการใช้คำนี้เพิ่มขึ้นถึง 17,000%เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และในอินสตาแกรมก็มีภาพที่ติดแฮชแท็ก #selfie ถึง 62.8 ล้านภาพ

แม้คำว่าเซล์ฟฟี่จะเป็นที่ฮอตฮิตในปัจจุบัน แต่ทาง The Guardian หนังสือพิมพ์ชื่อดังจากเมืองผู้ดีอังกฤษได้เปิดเผยว่า Selfie มีมาตั้งแต่ปี 2002 แล้ว จากบทความออนไลน์ของหนุ่มชาวออสเตรเลีย ซึ่งในปัจจุบันมีการใช้สมาร์ทโฟนถ่ายรูปโดยกล้องหน้า และแชร์ลงโซเชียลมีเดีย ทำให้กระแส Selfie ดังเป็นพลุแตกขึ้นมา

Selfie เป็นปรากฏการณ์ของเหล่าบรรดาวัยรุ่นหนุ่มสาวรวมไปถึงเซเลบริตี้ ถ่ายรูปตัวเองผ่านสมาร์ทโฟนแล้วแชร์ลงโซเชียลมีเดีย รวมไปถึงการถ่ายรูปตัวเองหน้ากระจกก็เรียกรวมกันว่าเป็น Selfie เช่นกัน ในขณะที่ถ้าถ่ายรูปเป็นกลุ่มจะเรียกว่า Group Selfies แต่ในวงการบันเทิงเกาหลีส่วนใหญ่จะเรียกว่า Selca ซึ่งย่อมาจากคำว่า Self Camera

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ “ภาพ” ยังถือเป็นธุรกิจที่มีอนาคตเติบโต

แม้ว่าในปัจจุบันการถ่ายภาพจะทำได้ง่าย ใครๆก็สามารถถ่ายภาพได้ แต่ธุรกิจถ่ายภาพก็ยังนับเป็นธุรกิจส่วนตัวที่น่าลงทุน เพราะถึงใครๆจะสามารถถ่ายภาพได้ง่ายๆด้วยกล้องดิจิตอลทั่วไปที่ปัจจุบันราคาถูกลงกว่าเดิมมากหาซื้อได้ง่าย หรือการใช้กล้องโทรศัพท์มือถือถ่ายซึ่งเดี๋ยวนี้มีความละเอียดของภาพสูงขึ้นมาก แต่จะให้หานักถ่ายภาพที่มีฝีมือ สามารถถ่ายภาพออกมาได้อย่างมืออาชีพ รู้หลักทฤษฎีของการถ่ายภาพต่างๆ เช่นเรื่องแสง เงา อารมณ์ของภาพ สไตล์ของภาพ ยังหาได้ยากอยู่ เรียกว่าที่ถ่ายกันทั่วไปจะเป็นมือสมัครเล่น ซึ่งนิยมถ่ายภาพเป็นงานอดิเรกมากกว่า คนที่ยึดเป็นอาชีพหลัก โดยที่สามารถสร้างผลงานถ่ายภาพได้ออกมาอย่างมีคุณภาพนั้นยังเป็นส่วนน้อยอยู่ ฉะนั้นธุรกิจถ่ายภาพ จึงยังเป็นธุรกิจส่วนตัวที่น่าลงทุนตามที่ได้

ส่วนในประเภทของธุรกิจภาพถ่ายมันก็จะแยกออกไปหลากหลายอีก ว่าเป็นการถ่ายภาพแบบไหน อย่างถ้าเป็นเบสิคของธุรกิจถ่ายภาพเลย เห็นได้ทั่วไปก็คือ เปิดเป็นร้านถ่ายรูปติดบัตร ถ่ายรูปสตูดิโอ ถ่ายรูปสมัครงาน รูปรับปริญญา เป็นต้น ลูกค้าก็มีมาเรื่อยๆทุกสมัยแน่นอน เพราะโดยปกติแล้วก็มีคนเตรียมรูปไปสมัครงานๆเรื่อยๆมีคนเรียบจบแล้วถ่ายรูปชุดครุยเพื่อเตรียมรับปริญญาเรื่อยๆ ถ้าใครเปิดธุรกิจร้านถ่ายรูปแบบนี้ แล้วฝีมือไม่ขี้เหร่จริงๆรับรอบว่าไม่อดตายแน่นอน เดือนๆนึงต้องมีลูกค้ามาในปริมาณที่มากพอสมควร ติดอยู่อย่างเดียวคือจะต้องหาทำเลให้เหมาะเท่านั้นเองครับ ไม่ใช่ไปเปิดกลางไรกลางนา ไม่มีบ้านคนเลย อะไรอย่างนั้น ต่อให้มีฝีมือการถ่ายภาพที่ดีแค่ไหนก็ไม่มีลูกค้า ทำเลร้านถ่ายรูปประเภทรูปติดบัตร ควรจะเป็นในตลาด ย่านชุมชน ซึ่งถ้าในกรุงเทพฯก็หาง่ายหน่อย ที่ไหนๆก็เป็นตลาดเป็นย่านชุมชนทั้งนั้น แต่ถ้าหากเป็นต่างจังหวัด ก็ควรเลือกในตัวจังหวัด หรือในตัวอำเภอไว้ก่อน ในตลาด ในชุมชนเล็กๆออกไปไม่ควรเสี่ยงไปเปิด ผมเองเคยสังเกตเห็นหลายๆร้ายไปเปิด ซึ่งก็ไม่ใช่ร้านถ่ายรูปหรอกนะครับ เป็นร้านอาหารตามสั่งบ้าง ร้านขายสินค้าทั่วไปบ้าง ด้วยคิดว่าตามพื้นที่ต่างจังหวัดที่ไม่ใช่ในตัวอำเภอ ตัวจังหวัดน่าจะได้ลูกค้าเยอะ เพราะไม่มีคู่แข่ง ไม่มีร้านเยอะเหมือนในตัวอำเภอ ตัวจังหวัด แต่จริงๆเวลาคนต่างจังหวัดเขาไปทำธุระ ไปเลือกซื้อของเขาจะนิยมเข้าไปในตัวอำเภอ ตัวจังหวัดมากกว่า เพราะไปทีเดียวก็ได้ซื้อของที่ต้องการครบหมด หรือได้ทำธุระที่ต้องทำเสร็จเรียบร้อยหมดทุกอย่าง

ขั้นตอนการถ่ายรูปสมัครงานให้ดูดีและสวยงาม

5

การถ่ายรูปสมัครงาน มาถึงเวลาไปทำหล่อ ทำสวยกันแล้ว ถ้าวันนี้คุณกำลังจะไปสมัครงานก่อนก้าวออกจากบ้าน ตรวจสอบเอกสารสำคัญอันหนึ่งก่อนจะดีกว่าไหมแน่นอนว่ารูปถ่ายเพื่อติดใบสมัครงาน คือ เอกสารสำคัญ ที่มีส่วนสำคัญที่จะช่วยบันดาลให้คุณได้งานหรือไม่ได้งานกันเลย เอาหละเราลองมาเจียระไนเทคนิคกันทีละข้อ ว่าจะทำอย่างไรให้ใบสมัครงานของคุณนั้นน่าสนใจมากขึ้น ด้วยรูปถ่ายที่ดูเนี้ยบ ไม่โบราณ และ ดูสดใสน่ามอง กันดีกว่าตามมาเลยการไปถ่ายรูปสำหรับสมัครงานที่ดีในยุคปัจจุบัน ควรพิจารณาตามนี้ ตำแหน่งงานที่คุณจะไปสมัครนั้น เป็นระดับพนักงาน , เจ้าหน้าที่ , หัวหน้า , ผู้จัดการ หรือ ผู้บริหาร ถ้าคุณไปสมัครงานในระดับเจ้าหน้าที่ขึ้นไป สำหรับผู้ชาย คือ ให้สวมชุดทำงานด้วยเสื้อสีขาวและผูกเนคไทสีพื้น ได้แก่ สีกรมท่า สีน้ำเงิน สีครีม หรือ สีดำ พร้อมสวมชุดสูทสีสุภาพทับเอาไว้ ฉากหลังสีพื้นน้ำเงิน สำหรับผู้หญิง คือ ให้สวมเสื้อที่มีปกและเห็นปกเสื้อจะดีที่สุด อย่าเลือกคอกลมโดยเด็ดขาดเพราะถือว่าไม่เป็นมืออาชีพ ให้ถอดสร้อยจี้ของคุณที่คอออกก่อนถ่ายรูป เลือกชุดสูทผู้หญิงพอดีตัวมาสวมทับ (ถ้าเป็นไปได้ให้ซื้อเป็นของส่วนตัว หรือ ไปตัดเอาไว้เลย เพราะตอนคุณทำงานจริง ๆ การใส่สูททับจะทำให้คุณดูเป็น Working Woman ทันที) อ้อ ต้องฉากหลังสีพื้นน้ำเงินนะครับ

ถ้าคุณไปสมัครงานในระดับพนักงานสำหรับผู้ชาย -ผู้หญิง ให้ยกเว้นการสวมสูทเท่านั้นพอ เหตุผลที่ต้องเลี่ยงการสวมสูทหรือให้สวมสูท เพราะมันมีระดับที่ผมเรียกว่า ‘ความโอเวอร์’ ต่างกันครับ คุณไปสมัครพนักงานเซเว่น ที่ใช้วุฒิ ม.3 ขึ้นไป แต่คุณดันทะลึ่งไปถ่ายรูปใส่ชุดออกมาให้เหมือนผู้บริหารละก็ คุณก็ชวดงานอีกครับ เพราะดูแล้ว นายหรือเธอคนนี้คงทำงานไม่ไหว ดูจากการถ่ายรูปเธอหรือเขาคนนี้ คงจะถนัดงานสั่งการมากกว่าการไปเดินแบกของ จัดชั้นวางของ เพราะงานระดับนั้นต้องการ การปฏิบัติมากกว่านั่งสั่งการ ตรงกันข้ามคุณไปสมัครตำแหน่ง หัวหน้างาน แต่รูปถ่ายออกมามีเพียงแต่เสื้อสีขาว ผูกไท ‘รูปถ่ายของคุณก็จะดูไม่มีบารมีทันที’ มันไม่สะท้อน ‘ความกว้าง’ ของความคิด หรือ ‘กาลเทศะ’ อันควรรู้ ควรทำในสังคม เพราะตำแหน่งงานหัวหน้า สิ่งสำคัญต้น ๆ นอกจากมันสมองที่ชาญฉลาดของคุณแล้ว บุคลิกลักษณะที่ดูมีบารมีเป็นสิ่งที่ตามองไม่เห็น แต่ว่า มันสามารถช่วยให้หัวหน้าแค่ใช้ปากสั่งแล้วคนก็ทำตามได้นะ..อย่าลืม

แอพพลิเคชั่นแต่งรูปแนวย้อนยุคสำหรับโทรศัพท์มือถือ

lisadierolfphotography.com

การสร้างสรรค์รูปถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือให้ออกมาสวยงาม เป็นกิจกรรมที่วัยรุ่นยุคใหม่ต่างชื่นชอบ อีกทั้งในเวลานี้มีแอพพลิเคชั่นอยู่มากมายที่คิดค้นมาตอบสนองความต้องการของผู้ที่รักงานศิลปะ ในบทความนี้จะยกตัวอย่างแอพพลิเคชั่นการแต่งรูปถ่ายแนวย้อนยุคโดย มีดังนี้

1.Vintage Camera เป็นแอพพลิเคชั่นที่เปิดตัวในระบบ Andrid ได้ไม่นาน โดยลูกเล่นเหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบรูปถ่ายแนวคลาสสิค ซึ่งในตัวแอพมีเอฟเฟกต์แนวย้อนยุคมากมายหลายแบบ เพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้งาน

2. Vignette Demo เป็นแอพพลิเคชั่นที่กำลังได้รับความนิยมอีกหนึ่งตัว เนื่องจากนอกจากจะปรับแต่งภาพในแบบที่ต้องการแล้ว ตัวแอพยังสามารถเติมแต่งรูปถ่ายเพิ่มเข้าไปได้ และมีกรอบรูปให้เลือกมากมาย อีกทั้งยังสามารถใช้งานได้อย่างง่ายดายด้วย

3. PicsArt – Photo Studio เป็นแอพพลิเคชั่นที่ใช้ได้ทั้งระบบ Android และ IOS โดยตัวแอพมีเครื่องมือการแต่งภาพที่ครบครัน มีเอฟเฟกต์แต่งรูปแนวย้อนยุค และยังมีการใส่ข้อความเก๋ๆลงในภาพได้อีกด้วย

4. Vintique – Photo Editor แอพพลิเคชั่นที่เป็นที่นิยมมากที่สุด ด้วยลูกเล่นที่ใช้งานง่ายในการแต่งภาพแนวคลาสสิค มี Filter ให้เลือกได้หลากหลาย และสามารถแชร์ลงโซเชียลได้ทันที

5. Pixlr-o-matic เป็นแอพพลิเคชั่นที่สามารถเลือกแต่งรูปถ่ายจากอัลบั้มหรือถ่ายใหม่ด้วยการเลือก Filter ปรับแต่งและ Effect ต่าง ๆ เช่น Vintage หรือแนวย้อนยุค เพื่อเพิ่มสีสันให้กับรูปภาพได้ตามต้องการ รวมไปถึงการใส่กรอบให้กับรูปภาพเพื่อความสวยงาม

6. XnRetro เป็นแอพพลิเคชั่นแต่งรูปแนวย้อนยุคที่มีให้เลือกกว่า 20แบบด้วยกัน และมีกรอบรูปที่ให้ผู้ใช้งานเลือกปรับแต่งได้ตามความต้องการอีกด้วย และยังสามารถแชร์ลงโซเชี่ยลได้ง่ายๆ

7. InstaCollage เป็นแอพพลิเคชั่นแต่งรูป Android ได้รับความนิยมไม่แพ้ใครอีกหนึ่งตัว โดยตัวแอพฯ มีลูกเล่นการแต่งภาพมากมายทั้งการเลือกโทนสีของภาพ, การเอาภาพหลายรูปภาพมารวมกันหรือการเขียนข้อความลงบนภาพก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย

8. Vintage Photofram.es ผู้ใช้งานสามารถเลือกการแต่งภาพได้จากอัลบั้มรูปที่มีอยู่ในเครื่องอยู่แล้วหรือเลือกจากการถ่ายภาพใหม่ รวมไปถึงการปรับแต่งภาพด้วยในแบบต่าง ๆ เช่น ย่อขยาย, หมุนภาพกลับภาพ เป็นต้น

แอพพลิเคชั่นการแต่งรูปแนวย้อนยุคที่แนะนำข้างต้นเป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้ในแนวที่ตนเองชอบ มาลองใช้ดู เพียงเท่านี้ก็สามารถสนุกกับการแต่งรูปแล้ว

เทคนิคการโฟกัสภาพให้แม่นยำ

FOCUS เรื่องใกล้ตัวของคนถ่ายภาพไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์ใดเป็นเครื่องมือในการบันทึกภาพก็ล้วนแต่ต้องมีเป้าหมายในการเล่าเรื่องราวผ่าน object หลักในภาพจากตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งหรือทั้งภาพ ซึ่งนักถ่ายภาพจำนวนมากมักเจอกับปัญหาว่าภาพของเราทำไมไม่ชัด อยากให้ตรงนี้ชัดทำไมไปชัดในจุดที่ไม่ต้องการ กล้อง เลนส์มีปัญหาหรือไม่อาจเป็นข้อสงสับประการแรกๆที่เข้ามาในความคิด แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากตัวเราไม่เข้าใจในตัวอุปกรณ์นั้นๆ เช่นตำแหน่งเลือกระบบโฟกัส ระยะใกล้สุดของเลนส์แต่ละตัว กล้องแต่ละรุ่นในทุกวันนี้มีความอัจฉริยะมากแม้ว่าจะเลือกระบบโฟกัสอัตโนมัติในสถานการณ์ที่ซับซ้อนมันก็ยังคงทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี เมื่อระบบดีแล้วการควบคุมเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตัดสินใจว่ากรณีใดควรเลือกหยิบระบบหรือฟังก์ชั่นใดขึ้นมาสนองการใช้งานเหล่านั้นได้เหมาะสม ลองไปติดตามว่าเราจะมีวิธีเลือกการโฟกัสภาพทั้งแบบอัตโนมัติ และแมนนวลให้แม่นยำได้อย่างไร

Automatic Focus Mode หรือโหมดการโฟกัสภาพ แบบอัตโนมัติเป็นการโฟกัสภาพที่นักถ่ายภาพส่วนใหญ่เลือกใช้เป็นมาตรฐานเพราะสะดวก ง่าย เพียงแตะปุ่มชัตเตอร์ครึ่งหนึ่งเมื่อตำแหน่งที่โฟกัสชัดจะมีเสียงเตือน และกรอบโฟกัสก็จะยืนยันเป็นสีเขียวแต่สามารถเลือกปิดเสียงได้ด้วยฟังก์ชั่นเสียงเงียบในจังหวะที่ต้องการความเป็นส่วนตัว หรือไม่ไปรบกวนผู้อื่น ในกล้องแต่ละแบรนด์จะมีชื่อเรียกระบบการโฟกัสที่แตกต่างกันแต่ก็มีลักษณะการใช้งานเหมือนกันสามารถแบ่งได้เป็น3รูปแบบหลักได้แก่ การโฟกัสภาพครั้งเดียว, การโฟกัสภาพเคลื่อนไหวต่อเนื่อง และโฟกัสภาพต่อเนื่องติดตามวัตถุ

การโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบครั้งเดียว เหมาะสำหรับใช้กับตัวแบบที่หยุดนิ่ง อาทิ แก้ว อาหาร ตุ๊กตา นางแบบ ส่วนการโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบเคลื่อนไหวต่อเนื่องเหมาะกับการเก็บภาพตัวแบบที่มีการเคลื่อนไหวไปมาเล็กน้อย อาทิ ดอกหญ้าถูกลมพัด เด็กนั่งเล่น และสุดท้ายการโฟกัสภาพอัตโนมัติติดตามวัตถุ เหมาะกับการถ่ายภาพวัตถุที่มีการเคลื่อนที่ทั้งแบบสามารถประเมินทิศทางได้และประเมินไม่ได้ อาทิ มอเตอร์ไซด์ แมลงปอ ผีเสื้อ ดังนั้นการเลือกใช้งานจึงควรปรับตั้งไว้ล่วงหน้าก่อนเริ่มหาโฟกัสภาพทุกครั้งให้เหมาะสม

Focus Point หรือตำแหน่งจุดโฟกัสนั้นเป็นเรื่องเริ่มต้นของนิยามความงามในภาพ หากไม่สามารถจับโฟกัสได้ถูกต้องก็อาจไม่มีโอกาสได้ภาพที่ต้องการ การเลือกหาจุดโฟกัสจะใช้ระบบหาโฟกัสแบบอัตโนมัติ แบบกึ่งอัตโนมัติ หรือแบบปรับตั้งเองไม่มีข้อบัญญัติหรือสูตรที่ตายตัวขึ้นกับความถนัดของนักถ่ายภาพแต่ละคน การถ่ายภาพที่มีความซับซ้อน หรือจุดที่ต้องการโฟกัสมีขนาดเล็กแนะนำให้ลองเลือกหาจุดโฟกัสแบบปรับตั้งเองเพราะสมองกลในกล้องไม่อาจคาดเดาความคิดได้เท่าทันสมองมนุษย์ หรือเพื่อย่นระยะเวลาปัจจุบันเลนส์รุ่นใหม่ๆจะรองรับระบบโฟกัสแบบกึ่งอัตโนมัติ คือเบื้องต้นให้กล้องคิดวิเคราะห์ให้ก่อนจากนั้นสามารถหมุนปรับละเอียดได้อีกที (Full-Time Autofocus) เพื่อช่วยประหยัดเวลา

ซึ่งจำนวนของจุดโฟกัสมากก็สามารถครอบคลุมพื้นที่ภาพได้มาก และเอื้ออำนวยต่อการเลื่อนตำแหน่งจุดโฟกัสเมื่อใช้แบบจุดเดียวทั้งการควบคุมด้วยแป้นทิศทาง หรือควบคุมผ่านระบบสัมผัสของหน้าจอ LCD แบบ Capacitive ที่รวดเร็วแม่นยำสามารถกำหนดขนาดพื้นที่การโฟกัสได้หลายขนาดเพื่อให้ปรับตามความเหมาะสมของวัตถุที่ต้องการให้ค้นหา การเลื่อนจุดที่จะโฟกัสได้ทำให้สามารถจัดองค์ประกอบภาพไว้ก่อนแล้วค่อยแตะเลือกตำแหน่งชัดภายหลังได้ง่ายหากใช้ร่วมกับขาตั้งกล้องที่มั่นคง

Focus AF Lock หรือการล็อคจุดโฟกัสเป็นเทคนิคการถ่ายภาพที่มีมานานมักใช้สำหรับจัดองค์ประกอบภาพในตำแหน่งที่ไม่มีจุดโฟกัสครอบคลุมถึง หรือตั้งตำแหน่งโฟกัสภาพไว้ตรงกลางตลอดเวลาเพียงแตะชัตเตอร์ค้างไว้แล้วถึงขยับเฟรมภาพให้เป็นไปตามที่ต้องการ อีกวิธีในการล็อคโฟกัสไม่ให้จุดโฟกัสเปลี่ยนไปจากที่ตั้งระยะไว้ คือเมื่อกล้องและเลนส์หาจุดโฟกัสแบบอัตโนมัติได้แล้วเราไม่ต้องการย้ายจุดโฟกัสในเฟรมต่อๆ ไปเราก็เพียงผลักสวิทช์ปรับ AF ไปที่ MF (บริเวณกระบอกเลนส์หรือด้านหน้าเลนส์) ทำให้กล้องจะไม่ค้นหาโฟกัสเองต่อไป เมื่อกดชัตเตอร์ก็ลั่นต่อเนื่องได้ทันทีโดยไม่เสียเวลาค้นหาโฟกัสก่อนทุกภาพ

การตัดสินใจเลือกช่างภาพงานแต่งที่ดีที่สุดสำหรับวันสำคัญของคุณ

ภาพงานแต่งเป็นภาพความทรงจำที่สวยงามและน่าจดจำ แม้เวลาจะผ่านไปก็ตามคุณยังสามารถนำไปโชว์ให้ลูกๆหลานๆ ได้ชื่นชมได้อีกในอนาคต การเลือกช่างภาพที่จะมาถ่ายรูปให้ในวันพิเศษสุดของคุณก็เป็นสิ่งที่สำคัญและต้องใช้เวลา ขอแนะนำวิธีที่จะช่วยคุณในการตัดสินใจเลือกช่างภาพงานแต่งที่ดีที่สุดสำหรับวันสำคัญของคุณ

ประสบการณ์ช่างภาพ : ตรวจสอบก่อนว่าช่างภาพมีประสบการณ์ในการถ่ายภาพงานแต่งงานมานานแค่ไหนแล้ว ขอย้ำนะคะว่า “ประสบการณ์ในการถ่ายภาพงานแต่งงาน” เพราะการถ่ายภาพงานแต่งก็จะแตกต่างจากการถ่ายภาพประเภทอื่น ช่างภาพบางท่านมีประสบการณ์ในการถ่ายภาพมานาน เช่น 10 ปี 15 ปี แต่เพิ่งจะมาถ่ายภาพงานแต่งงานเมื่อปี สองปีหลังนี่เอง เพราะฉะนั้นขอให้ตรวจสอบให้ดีก่อนตัดสินใจ

ผลงานภาพถ่าย : เป็นใจหลักสำคัญเลยในการตัดสินใจที่จะเลือกช่างภาพงานแต่งงานของคุณ วิธีง่ายๆ ก็คือขอดู album ภาพงานแต่งที่ช่างภาพคนนั้นๆ ได้บันทึกเอาไว้ โดย siamviva.com ก็ขอแนะวิธีการดูผลงานการถ่ายภาพคร่าวๆไว้ดังนี้ค่ะ

เป็น album ภาพที่บอกเรื่องราวของงานแต่งงานได้ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบหรือไม่ ?
ช่างภาพได้ให้คุณดู album งานแต่งงาน เพียงงานเดียวของบ่าวสาวเพียงคู่เดียวที่ได้รับการคัดเลือกมา หรือให้ดูหลายคู่หลายๆ album
ภาพถ่าย มีหลายๆแบบหลากหลาย style หรือไม่? เช่น มีทั้ง close up หน้า, candid, เต็มตัว หรือเน้นเป็นแบบ style ใด style หนึ่ง
การจัดวางของภาพ หรือจัดวางตำแหน่งภาพดูแล้วสมดุลเป็นมืออาชีพหรือไม่? เช่นถ้าเป็นการถ่ายภาพหมู่เต็มตัว ไม่มีใครในภาพเห็นหน้าแค่ครึ่งเดียว
มีการถ่ายรายละเอียดของบรรยากาศงานแต่งใน album ภาพหรือไม่? เช่น detail ชุดเจ้าสาว ชุดเจ้าบ่าว ภาพเค๊กแต่งงาน ภาพดอกไม้ ภาพแสดงสีหน้าหรือความรู้สึกแขกที่มางาน คุณพ่อคุณแม่เจ้าบ่าวเจ้าสาว
นอกจากภาพคู่บ่าวสาวแล้ว ควรพิจารณาภาพแขกที่มาในงาน รวมถึงเพื่อนๆ ญาติๆ ว่าออกมาดูดี มีสีหน้าแสดงความสุข สดชื่น ผ่อนคลายหรือไม่?
สุดท้าย ลองถามตัวคุณเองด้วยว่าคุณจะพอใจหรือไม่? ถ้าคุณได้ภาพลักษณะเดียวกับ album ภาพที่ช่างภาพนำมาให้คุณดูเป็นตัวอย่าง

รูปแบบของภาพ : ศึกษาจากลักษณะและรูปแบบภาพถ่ายของช่างภาพคนนั้นว่าโดนใจคุณหรือไม่ เป็นแบบที่คุณชอบหรืออยากได้? เพราะช่างภาพแต่ละท่านก็จะถนัดหรือมี Style การถ่ายภาพที่แตกต่างกัน ดังนั้นคุณควรจะหาช่างภาพที่มีความถนัดในด้านการถ่ายภาพใน style ที่คุณชอบ เช่น ภาพ candid, ภาพเป็นทางการ, ภาพแนว journalist, ภาพสี, ภาพขาว-ดำ หรือ ภาพ sepia

ชื่อเสียงช่างภาพ : ช่างภาพที่มีชื่อเสียง ก็มักจะเป็นที่รู้จักของคนหลายๆ คน คุณก็สามารถหาข้อมูลและคำแนะนำได้จากญาติๆ หรือเพื่อนๆของคุณที่มีประสบการณ์มาก่อน เช่น สอบถามเรื่องการบริการ ขอดูตัวอย่าง album งานแต่งงาน หรือคุณอาจจะสอบถามคำแนะนำจากผู้ที่มีคลุกคลีในวงการ wedding ซึ่งอาจจะเป็น wedding planner เจ้าหน้าที่หรือ sale โรงแรมที่คุณจัดงานแต่ง หรือ ช่างจัดดอกไม้งานแต่ง เป็นต้น

ได้ช่างภาพตามที่ตกลงไว้ : คุณต้องมั่นใจได้ว่าช่างภาพที่จะไปถ่ายภาพงานแต่งให้คุณ เป็นช่างภาพที่คุณได้ระบุชื่อไว้ คุณอาจจะให้ทางร้านเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไปเลยว่าจะส่งช่างภาพที่คุณได้ระบุชื่อไว้ เนื่องจากบริษัทหรือ studio ถ่ายภาพมีช่างภาพหลายท่านพอถึงวันจริงหรือใกล้ๆวันแต่งงานเค้าก็อาจจะส่งคนอื่นมาแทนโดยอาจจะอ้างว่าช่างภาพที่คุณต้องการนั้นไม่ว่าง มาถึงตอนนี้คุณก็ต้องยอมรับไปปฏิเสธไม่ได้แล้วค่ะ เพราะฉะนั้นควรระวังไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับคุณ

บุคลิกและนิสัยช่างภาพ : นอกจากผลงานแล้ว ลักษณะนิสัยและบุคลิกของช่างภาพก็เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม ก่อนตัดสินใจเลือกช่างภาพเราขอแนะนำให้คุณหาโอกาสเข้าไปเจอตัวและพูดคุยกับช่างภาพก่อน แล้วดูซิว่าการพูดจา และบุคลิกของช่างภาพ เข้ากับคุณได้หรือไม่ เพราะการที่ได้ช่างภาพที่เข้ากับคุณได้ จะทำให้คุณรู้สึก relax สบายๆ คุยกันรู้เรื่อง และในวันแต่งงานคุณก็จะได้ภาพที่สวยๆค่ะ

การแต่งกายของช่างภาพ : คุณต้องตรวจสอบกับช่างภาพก่อนว่าวันที่จะไปถ่ายภาพให้คุณนั้นจะแต่งกายแบบไหน เพราะช่างภาพที่แต่งกายเรียบร้อยถูกกาละเทศะก็จะช่วยเสริมให้งานแต่งงานของคุณดูดีขึ้นค่ะ

ราคา ค่าใช้จ่าย : ราคาค่าใช้จ่ายของช่างภาพอยู่ในงบประมาณที่คุณตั้งไว้หรือไม่ ? ถ้าเกินกว่างบประมาณ ก็ต้องมาดูว่าฝีมือ ผลงานและการบริการนั้นคุ้มค่ากับเงินที่คุณต้องจ่ายไปหรือไม่? คุณสามารถต่อรองราคาได้หรือไม่? และที่สำคัญต้องเข้าใจตรงกันด้วยว่าราคานั้นรวมค่าใช้จ่ายหรืออุปกรณ์อะไรบ้าง เช่น ไฟหน้าซุ้ม ไฟสปอตท์ อัลบั้ม กรอบรูป ล้างรูป ฟิมพ์ ราคาที่ร้านเสนอมามีช่างภาพกี่ท่าน เพราะบางร้านก็จะบอกราคาไว้ถูกแต่ถ้าคุณจะเพิ่มนู่นเพิ่มนี่ก็คิดราคาเพิ่มจุกจิก เช่น เพิ่มไฟหน้าซุ้ม (ซึ่งมันจำเป็นต้องใช้แน่ๆ) ไฟสปอตไลท์ รวมเบ็ดเสร็จสับก็อาจแพงกว่าร้านที่บอกราคาไว้สูงกว่าแต่รวมอุปกรณ์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว

อุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพ : แม้ว่าคุณแจะไม่ใช่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพ แต่ควรก็จะศึกษาไว้บ้างว่า ชนิดของกล้อง รุ่นกล้อง รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆที่ช่างถ่ายภาพจะใช้ในงานแต่งงานของคุณด้วย ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ควรจะมีความทันสมัยพอสมควร มีเลนส์หลายๆชนิด มีซูม มี Flash ที่มีคุณภาพเพียงพอ ถ้าหากใช้กล้อง digital ก็ต้องเลือกที่กล้องที่ให้ความละเอียดสูงซัก 15 ล้านพิกเซลขึ้นไป ถ้าเป็นกล้องฟิล์ม ก็ต้องมั่นใจว่าช่างภาพใช้ฟิล์มที่มีคุณภาพ

ปรับแต่งอัลบั้มรูปภาพสินค้าให้ดูดี ช่วยส่งเสริมทางการตลาด


หลายปัจจัยที่จะช่วยให้คุณแข่งขันในตลาดการขายสินค้าออนไลน์ได้ หนึ่งในสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยก็คือ การนำเสนอสินค้าในรูปแบบที่น่าเชื่อถือ สามารถแสดงคุณสมบัติ ความโดดเด่น ความเป็นเอกลักษณ์และความแตกต่างได้ดี ก็จะทำให้คุณแข่งขันอยู่ในตลาดได้อย่างไม่ยาก การนำเสนอรูปภาพสินค้าที่ดี ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมากมายเสมอไป คุณสามารถใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ เช่น โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนมาช่วยได้ ซึ่งใช้ง่ายและได้ผลดีทีเดียว

1. เริ่มต้นถ่ายรูปสินค้า
1.1. จัดองค์ประกอบรูปภาพ เมื่อเล็งกล้องไปที่สินค้าแล้ว ผู้ถ่ายควรมองภาพรวมทั้งหมดของเฟรมหรือสิ่งที่เห็นในหน้าจอทั้งหมดด้วย เพื่อจัดให้สินค้าอยู่ในสัดส่วนที่พอดี
1.2. พื้นหลัง เสริมความเด่น นอกจากการทำพื้นหลังให้เป็นสีขาวด้วยการใช้ Light Box แล้ว คุณสามารถใช้พื้นหลังที่เป็นสีอื่นได้ เพียงแต่ต้องระวังอย่าให้สีใกล้เคียงกับสีของสินค้ามากนัก ไม่เช่นนั้นสีจะกลืนกันจนทำให้ไม่เห็นความเด่นของสินค้าได้
1.3. ภาพแสดงขนาดสินค้า ควรแสดงขนาดของสินค้าหรือขนาดเปรียบเทียบสำหรับสินค้าบางประเภท เช่น เครื่องประดับ กระเป๋า และอื่นๆ เพื่อให้ผู้ซื้อใช้ในการพิจารณาประกอบการตัดสินใจซื้อได้
1.4. Focus จุดที่ต้องการเน้น โดยทั่วไปโทรศัพท์สมาร์ทโฟน มักมีฟังก์ชั่นเน้นจุดในภาพถ่ายหรือการโฟกัส ยกตัวอย่าง เครื่องโทรศัพท์ไอโฟน คุณสามารถเข้า Application ชื่อ ‘Camera’ และเมื่อเปิดใช้งานหันจอไปตรงสินค้าที่ต้องการถ่าย จากนั้นใช้นิ้วสัมผัสหน้าจอโทรศัพท์ตรงจุดที่ต้องการเน้นให้ชัดเจนแล้วกดถ่ายภาพ เท่านี้คุณก็จะได้ภาพที่สวยงาม มีจุดเน้นของสินค้าที่โดดเด่นแล้ว
1.5. มุมมองใหม่ สร้างความแตกต่าง การถ่ายรูปสินค้าโดยทั่วไปควรถ่ายจากหลายมุมมอง เช่น ด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง เพื่อให้ผู้ซื้อมองเห็นรายละเอียดของสินค้าได้ชัดเจน

2. ขั้นตอนการแต่งภาพ
1. ความสว่าง สำหรับผู้ที่ถ่ายภาพเองและไม่ได้มีสตูดิโอหรือการจัดฉากและแสงไฟที่เหมาะสม ภาพที่ถ่ายได้อาจมืดกว่าที่สายตาเรามองเห็น และแสดงสีที่ต่างจากสินค้าจริง การใช้เทคนิคปรับความสว่างของภาพจึงสามารถช่วยได้มาก
2. ความคมชัด การใช้เทคนิคเพิ่มความคมชัด ก็สามารถช่วยได้ในขั้นตอนการตกแต่งภาพ ซึ่งช่วยให้รายละเอียดของสินค้า ขอบของสินค้าคมชัดมากขึ้น ทั้งนี้ ควรปรับระดับความคมชัดให้เหมาะสม
3. การตัดภาพ ช่วยปรับสัดส่วนของภาพสินค้าได้ และยังช่วยให้คุณสามารถจัดองค์ประกอบภาพให้เหมาะสมกับมาตรฐานการลงรูปภาพในร้านค้าออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย
4. การใส่ฟิลเตอร์ เป็นการช่วยเพิ่มความรู้สึกอยากเป็นเจ้าของสินค้าเมื่อมองภาพได้ แต่การใส่ฟิลเตอร์นั้นก็มีข้อควรระวัง เพราะอาจสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณลักษณะของสินค้าได้ เช่น สี รายละเอียดพื้นผิว และอื่นๆ เพราะฉะนั้นควรใช้เท่าที่จำเป็น และไม่ควรใช้กับทุกภาพของสินค้านั้นๆ

3. แนะนำแอพพลิเคชั่นแต่งภาพ
1. Snap Speed เป็นแอพพลิเคชั่นตกแต่งภาพที่มีการใช้งานง่าย มีเทคนิคการแต่งภาพที่หลากหลาย เช่น การปรับแสง ฟิลเตอร์ และเทคนิคอื่นๆ อีกมากมาย ที่ช่วยให้คุณแต่งภาพสินค้าให้ดูโดดเด่นได้
2. Photoshop Express เป็นแอพพลิเคชั่นแต่งภาพของ Adobe ที่ใช้ได้กับเครื่องโทรศัพท์ทั้ง iPhone และ Android ช่วยให้คุณสามารถแต่งภาพด้วยเครื่องมือพื้นฐานได้อย่างรวดเร็ว โดยที่คุณไม่ต้องมีความรู้ด้านการใช้งานโปรแกรม Photoshop มาก่อน

การบริการธุรกิจร้านถ่ายรูปและนวัตกรรมทางด้านการถ่ายภาพในอดีตจนถึงปัจจุบัน

สำหรับดิจิตอล ตลาดจะขยายตัวรุนแรง ตอนที่สติ๊กเกอร์เข้ามาความตื่นตัวของการถ่ายภาพมีสูงมาก เปลี่ยนจากฟิล์มมาเป็นดิจิตอล กระบวนการเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง ปัจจุบันก็ยังใช้ฟิล์มในการถ่ายภาพได้ และก็ยังมีตลาดดิจิตอลเป็นเรื่องของความทันสมัย ลูกค้าก็ต้องเลือกระหว่างความถูกกับความแพง ดิจิตอลก็จะแพงกว่าฟิล์มธรรมดา เพราะสามารถตกแต่งได้ตลาดที่กำลังได้รับความสนใจสูงสุดอยู่ในขณะนี้ก็คือ การถ่ายภาพแฟชั่นสำหรับวัยรุ่นผู้หญิง ซึ่งแต่ละวันร้านเหล่านี้รับลูกค้าจำนวนหลายร้อยคนหรืออาจถึงพันคนต่อวัน เป็นตลาดที่น่าสนใจ รายได้ดีทั้งพบว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในช่วง 5 – 6 ปีที่ผ่านมา ตลาดสตูดิโอถ่ายภาพในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตสูงมาก เนื่องจากผู้บริโภคได้หันมาให้ความสำคัญกับการถ่ายภาพ โดยสตูดิโอถ่ายภาพมืออาชีพมีมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีทางเลือกหลากหลายมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านคอนเซ็ปท์การถ่ายภาพที่แต่ละสตูดิโอนำมาเสนอและราคาค่างวดที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ดีการแข่งขันในธุรกิจสตูดิโอได้นำไปสู่การตัดราคากันเอง การลดต้นทุนของสตูดิโอส่งผลให้ภาพรวมของมาตรฐานสตูดิโอในประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาไปได้มากนัก

ปัจจุบันธุรกิจการถ่ายภาพในลักษณะมีสภาพแวดล้อมบรรยากาศแบบสตูดิโอเป็นที่ยอมรับของตลาดเป็นอย่างดี จึงเล็งเห็นว่าธุรกิจการถ่ายภาพบุคคลในโอกาสต่างๆ ยังมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่อีกจำนวนมาก อีกทั้งความต้องการของลูกค้าที่มาใช้บริการ ต้องการภาพที่มีคุณภาพครั้งหนึ่งในชีวิตและส่งมอบอย่างรวดเร็ว โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาดำเนินการ ในกรณีนี้กิจการจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูงกว่าปกติ  ดิจิตอล เป็นนวัตกรรมทางด้านการถ่ายภาพ ที่เริ่มเข้ามาแพร่หลายมากขึ้นตามกระแสความนิยมและยังเข้ามาสู่ธุรกิจการถ่ายภาพด้วย ซึ่งดิจิตอลนี้เองที่ทำให้เกิดการลงทุนในธุรกิจถ่ายภาพประเภทอื่นๆ มากขึ้น จากเดิมที่มีแต่แล็บสีซึ่งจับกลุ่มลูกค้าทั่วๆ ไป ธุรกิจนี้ปัจจุบันถึงจุดอิ่มตัวและมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง จนต้องมีการปรับตัวเข้าสู่การบริการที่เฉพาะกลุ่ม และพัฒนาเรื่องความรวดเร็วในการให้บริการ นั่นก็คือ “ดิจิตอล” คือ กระบวนการแปลงสัญญาณภาพให้เป็นไฟล์ดิจิตอล ดังนั้นจะบรรลุผลได้ก็ต้องมีกล้องดิจิตอล ในการถ่ายภาพหรือมีเครื่องมือในการ แปลงฟิล์ม หรือภาพให้เป็นไฟล์ดิจิตอล แล้วจึง Compose ให้เกิดภาพสวยงามที่ต้องการ