ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ “ภาพ” ยังถือเป็นธุรกิจที่มีอนาคตเติบโต

แม้ว่าในปัจจุบันการถ่ายภาพจะทำได้ง่าย ใครๆก็สามารถถ่ายภาพได้ แต่ธุรกิจถ่ายภาพก็ยังนับเป็นธุรกิจส่วนตัวที่น่าลงทุน เพราะถึงใครๆจะสามารถถ่ายภาพได้ง่ายๆด้วยกล้องดิจิตอลทั่วไปที่ปัจจุบันราคาถูกลงกว่าเดิมมากหาซื้อได้ง่าย หรือการใช้กล้องโทรศัพท์มือถือถ่ายซึ่งเดี๋ยวนี้มีความละเอียดของภาพสูงขึ้นมาก แต่จะให้หานักถ่ายภาพที่มีฝีมือ สามารถถ่ายภาพออกมาได้อย่างมืออาชีพ รู้หลักทฤษฎีของการถ่ายภาพต่างๆ เช่นเรื่องแสง เงา อารมณ์ของภาพ สไตล์ของภาพ ยังหาได้ยากอยู่ เรียกว่าที่ถ่ายกันทั่วไปจะเป็นมือสมัครเล่น ซึ่งนิยมถ่ายภาพเป็นงานอดิเรกมากกว่า คนที่ยึดเป็นอาชีพหลัก โดยที่สามารถสร้างผลงานถ่ายภาพได้ออกมาอย่างมีคุณภาพนั้นยังเป็นส่วนน้อยอยู่ ฉะนั้นธุรกิจถ่ายภาพ จึงยังเป็นธุรกิจส่วนตัวที่น่าลงทุนตามที่ได้

ส่วนในประเภทของธุรกิจภาพถ่ายมันก็จะแยกออกไปหลากหลายอีก ว่าเป็นการถ่ายภาพแบบไหน อย่างถ้าเป็นเบสิคของธุรกิจถ่ายภาพเลย เห็นได้ทั่วไปก็คือ เปิดเป็นร้านถ่ายรูปติดบัตร ถ่ายรูปสตูดิโอ ถ่ายรูปสมัครงาน รูปรับปริญญา เป็นต้น ลูกค้าก็มีมาเรื่อยๆทุกสมัยแน่นอน เพราะโดยปกติแล้วก็มีคนเตรียมรูปไปสมัครงานๆเรื่อยๆมีคนเรียบจบแล้วถ่ายรูปชุดครุยเพื่อเตรียมรับปริญญาเรื่อยๆ ถ้าใครเปิดธุรกิจร้านถ่ายรูปแบบนี้ แล้วฝีมือไม่ขี้เหร่จริงๆรับรอบว่าไม่อดตายแน่นอน เดือนๆนึงต้องมีลูกค้ามาในปริมาณที่มากพอสมควร ติดอยู่อย่างเดียวคือจะต้องหาทำเลให้เหมาะเท่านั้นเองครับ ไม่ใช่ไปเปิดกลางไรกลางนา ไม่มีบ้านคนเลย อะไรอย่างนั้น ต่อให้มีฝีมือการถ่ายภาพที่ดีแค่ไหนก็ไม่มีลูกค้า ทำเลร้านถ่ายรูปประเภทรูปติดบัตร ควรจะเป็นในตลาด ย่านชุมชน ซึ่งถ้าในกรุงเทพฯก็หาง่ายหน่อย ที่ไหนๆก็เป็นตลาดเป็นย่านชุมชนทั้งนั้น แต่ถ้าหากเป็นต่างจังหวัด ก็ควรเลือกในตัวจังหวัด หรือในตัวอำเภอไว้ก่อน ในตลาด ในชุมชนเล็กๆออกไปไม่ควรเสี่ยงไปเปิด ผมเองเคยสังเกตเห็นหลายๆร้ายไปเปิด ซึ่งก็ไม่ใช่ร้านถ่ายรูปหรอกนะครับ เป็นร้านอาหารตามสั่งบ้าง ร้านขายสินค้าทั่วไปบ้าง ด้วยคิดว่าตามพื้นที่ต่างจังหวัดที่ไม่ใช่ในตัวอำเภอ ตัวจังหวัดน่าจะได้ลูกค้าเยอะ เพราะไม่มีคู่แข่ง ไม่มีร้านเยอะเหมือนในตัวอำเภอ ตัวจังหวัด แต่จริงๆเวลาคนต่างจังหวัดเขาไปทำธุระ ไปเลือกซื้อของเขาจะนิยมเข้าไปในตัวอำเภอ ตัวจังหวัดมากกว่า เพราะไปทีเดียวก็ได้ซื้อของที่ต้องการครบหมด หรือได้ทำธุระที่ต้องทำเสร็จเรียบร้อยหมดทุกอย่าง

ขั้นตอนการถ่ายรูปสมัครงานให้ดูดีและสวยงาม

5

การถ่ายรูปสมัครงาน มาถึงเวลาไปทำหล่อ ทำสวยกันแล้ว ถ้าวันนี้คุณกำลังจะไปสมัครงานก่อนก้าวออกจากบ้าน ตรวจสอบเอกสารสำคัญอันหนึ่งก่อนจะดีกว่าไหมแน่นอนว่ารูปถ่ายเพื่อติดใบสมัครงาน คือ เอกสารสำคัญ ที่มีส่วนสำคัญที่จะช่วยบันดาลให้คุณได้งานหรือไม่ได้งานกันเลย เอาหละเราลองมาเจียระไนเทคนิคกันทีละข้อ ว่าจะทำอย่างไรให้ใบสมัครงานของคุณนั้นน่าสนใจมากขึ้น ด้วยรูปถ่ายที่ดูเนี้ยบ ไม่โบราณ และ ดูสดใสน่ามอง กันดีกว่าตามมาเลยการไปถ่ายรูปสำหรับสมัครงานที่ดีในยุคปัจจุบัน ควรพิจารณาตามนี้ ตำแหน่งงานที่คุณจะไปสมัครนั้น เป็นระดับพนักงาน , เจ้าหน้าที่ , หัวหน้า , ผู้จัดการ หรือ ผู้บริหาร ถ้าคุณไปสมัครงานในระดับเจ้าหน้าที่ขึ้นไป สำหรับผู้ชาย คือ ให้สวมชุดทำงานด้วยเสื้อสีขาวและผูกเนคไทสีพื้น ได้แก่ สีกรมท่า สีน้ำเงิน สีครีม หรือ สีดำ พร้อมสวมชุดสูทสีสุภาพทับเอาไว้ ฉากหลังสีพื้นน้ำเงิน สำหรับผู้หญิง คือ ให้สวมเสื้อที่มีปกและเห็นปกเสื้อจะดีที่สุด อย่าเลือกคอกลมโดยเด็ดขาดเพราะถือว่าไม่เป็นมืออาชีพ ให้ถอดสร้อยจี้ของคุณที่คอออกก่อนถ่ายรูป เลือกชุดสูทผู้หญิงพอดีตัวมาสวมทับ (ถ้าเป็นไปได้ให้ซื้อเป็นของส่วนตัว หรือ ไปตัดเอาไว้เลย เพราะตอนคุณทำงานจริง ๆ การใส่สูททับจะทำให้คุณดูเป็น Working Woman ทันที) อ้อ ต้องฉากหลังสีพื้นน้ำเงินนะครับ

ถ้าคุณไปสมัครงานในระดับพนักงานสำหรับผู้ชาย -ผู้หญิง ให้ยกเว้นการสวมสูทเท่านั้นพอ เหตุผลที่ต้องเลี่ยงการสวมสูทหรือให้สวมสูท เพราะมันมีระดับที่ผมเรียกว่า ‘ความโอเวอร์’ ต่างกันครับ คุณไปสมัครพนักงานเซเว่น ที่ใช้วุฒิ ม.3 ขึ้นไป แต่คุณดันทะลึ่งไปถ่ายรูปใส่ชุดออกมาให้เหมือนผู้บริหารละก็ คุณก็ชวดงานอีกครับ เพราะดูแล้ว นายหรือเธอคนนี้คงทำงานไม่ไหว ดูจากการถ่ายรูปเธอหรือเขาคนนี้ คงจะถนัดงานสั่งการมากกว่าการไปเดินแบกของ จัดชั้นวางของ เพราะงานระดับนั้นต้องการ การปฏิบัติมากกว่านั่งสั่งการ ตรงกันข้ามคุณไปสมัครตำแหน่ง หัวหน้างาน แต่รูปถ่ายออกมามีเพียงแต่เสื้อสีขาว ผูกไท ‘รูปถ่ายของคุณก็จะดูไม่มีบารมีทันที’ มันไม่สะท้อน ‘ความกว้าง’ ของความคิด หรือ ‘กาลเทศะ’ อันควรรู้ ควรทำในสังคม เพราะตำแหน่งงานหัวหน้า สิ่งสำคัญต้น ๆ นอกจากมันสมองที่ชาญฉลาดของคุณแล้ว บุคลิกลักษณะที่ดูมีบารมีเป็นสิ่งที่ตามองไม่เห็น แต่ว่า มันสามารถช่วยให้หัวหน้าแค่ใช้ปากสั่งแล้วคนก็ทำตามได้นะ..อย่าลืม

แอพพลิเคชั่นแต่งรูปแนวย้อนยุคสำหรับโทรศัพท์มือถือ

lisadierolfphotography.com

การสร้างสรรค์รูปถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือให้ออกมาสวยงาม เป็นกิจกรรมที่วัยรุ่นยุคใหม่ต่างชื่นชอบ อีกทั้งในเวลานี้มีแอพพลิเคชั่นอยู่มากมายที่คิดค้นมาตอบสนองความต้องการของผู้ที่รักงานศิลปะ ในบทความนี้จะยกตัวอย่างแอพพลิเคชั่นการแต่งรูปถ่ายแนวย้อนยุคโดย มีดังนี้

1.Vintage Camera เป็นแอพพลิเคชั่นที่เปิดตัวในระบบ Andrid ได้ไม่นาน โดยลูกเล่นเหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบรูปถ่ายแนวคลาสสิค ซึ่งในตัวแอพมีเอฟเฟกต์แนวย้อนยุคมากมายหลายแบบ เพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้งาน

2. Vignette Demo เป็นแอพพลิเคชั่นที่กำลังได้รับความนิยมอีกหนึ่งตัว เนื่องจากนอกจากจะปรับแต่งภาพในแบบที่ต้องการแล้ว ตัวแอพยังสามารถเติมแต่งรูปถ่ายเพิ่มเข้าไปได้ และมีกรอบรูปให้เลือกมากมาย อีกทั้งยังสามารถใช้งานได้อย่างง่ายดายด้วย

3. PicsArt – Photo Studio เป็นแอพพลิเคชั่นที่ใช้ได้ทั้งระบบ Android และ IOS โดยตัวแอพมีเครื่องมือการแต่งภาพที่ครบครัน มีเอฟเฟกต์แต่งรูปแนวย้อนยุค และยังมีการใส่ข้อความเก๋ๆลงในภาพได้อีกด้วย

4. Vintique – Photo Editor แอพพลิเคชั่นที่เป็นที่นิยมมากที่สุด ด้วยลูกเล่นที่ใช้งานง่ายในการแต่งภาพแนวคลาสสิค มี Filter ให้เลือกได้หลากหลาย และสามารถแชร์ลงโซเชียลได้ทันที

5. Pixlr-o-matic เป็นแอพพลิเคชั่นที่สามารถเลือกแต่งรูปถ่ายจากอัลบั้มหรือถ่ายใหม่ด้วยการเลือก Filter ปรับแต่งและ Effect ต่าง ๆ เช่น Vintage หรือแนวย้อนยุค เพื่อเพิ่มสีสันให้กับรูปภาพได้ตามต้องการ รวมไปถึงการใส่กรอบให้กับรูปภาพเพื่อความสวยงาม

6. XnRetro เป็นแอพพลิเคชั่นแต่งรูปแนวย้อนยุคที่มีให้เลือกกว่า 20แบบด้วยกัน และมีกรอบรูปที่ให้ผู้ใช้งานเลือกปรับแต่งได้ตามความต้องการอีกด้วย และยังสามารถแชร์ลงโซเชี่ยลได้ง่ายๆ

7. InstaCollage เป็นแอพพลิเคชั่นแต่งรูป Android ได้รับความนิยมไม่แพ้ใครอีกหนึ่งตัว โดยตัวแอพฯ มีลูกเล่นการแต่งภาพมากมายทั้งการเลือกโทนสีของภาพ, การเอาภาพหลายรูปภาพมารวมกันหรือการเขียนข้อความลงบนภาพก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย

8. Vintage Photofram.es ผู้ใช้งานสามารถเลือกการแต่งภาพได้จากอัลบั้มรูปที่มีอยู่ในเครื่องอยู่แล้วหรือเลือกจากการถ่ายภาพใหม่ รวมไปถึงการปรับแต่งภาพด้วยในแบบต่าง ๆ เช่น ย่อขยาย, หมุนภาพกลับภาพ เป็นต้น

แอพพลิเคชั่นการแต่งรูปแนวย้อนยุคที่แนะนำข้างต้นเป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้ในแนวที่ตนเองชอบ มาลองใช้ดู เพียงเท่านี้ก็สามารถสนุกกับการแต่งรูปแล้ว

เทคนิคการโฟกัสภาพให้แม่นยำ

FOCUS เรื่องใกล้ตัวของคนถ่ายภาพไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์ใดเป็นเครื่องมือในการบันทึกภาพก็ล้วนแต่ต้องมีเป้าหมายในการเล่าเรื่องราวผ่าน object หลักในภาพจากตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งหรือทั้งภาพ ซึ่งนักถ่ายภาพจำนวนมากมักเจอกับปัญหาว่าภาพของเราทำไมไม่ชัด อยากให้ตรงนี้ชัดทำไมไปชัดในจุดที่ไม่ต้องการ กล้อง เลนส์มีปัญหาหรือไม่อาจเป็นข้อสงสับประการแรกๆที่เข้ามาในความคิด แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากตัวเราไม่เข้าใจในตัวอุปกรณ์นั้นๆ เช่นตำแหน่งเลือกระบบโฟกัส ระยะใกล้สุดของเลนส์แต่ละตัว กล้องแต่ละรุ่นในทุกวันนี้มีความอัจฉริยะมากแม้ว่าจะเลือกระบบโฟกัสอัตโนมัติในสถานการณ์ที่ซับซ้อนมันก็ยังคงทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี เมื่อระบบดีแล้วการควบคุมเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตัดสินใจว่ากรณีใดควรเลือกหยิบระบบหรือฟังก์ชั่นใดขึ้นมาสนองการใช้งานเหล่านั้นได้เหมาะสม ลองไปติดตามว่าเราจะมีวิธีเลือกการโฟกัสภาพทั้งแบบอัตโนมัติ และแมนนวลให้แม่นยำได้อย่างไร

Automatic Focus Mode หรือโหมดการโฟกัสภาพ แบบอัตโนมัติเป็นการโฟกัสภาพที่นักถ่ายภาพส่วนใหญ่เลือกใช้เป็นมาตรฐานเพราะสะดวก ง่าย เพียงแตะปุ่มชัตเตอร์ครึ่งหนึ่งเมื่อตำแหน่งที่โฟกัสชัดจะมีเสียงเตือน และกรอบโฟกัสก็จะยืนยันเป็นสีเขียวแต่สามารถเลือกปิดเสียงได้ด้วยฟังก์ชั่นเสียงเงียบในจังหวะที่ต้องการความเป็นส่วนตัว หรือไม่ไปรบกวนผู้อื่น ในกล้องแต่ละแบรนด์จะมีชื่อเรียกระบบการโฟกัสที่แตกต่างกันแต่ก็มีลักษณะการใช้งานเหมือนกันสามารถแบ่งได้เป็น3รูปแบบหลักได้แก่ การโฟกัสภาพครั้งเดียว, การโฟกัสภาพเคลื่อนไหวต่อเนื่อง และโฟกัสภาพต่อเนื่องติดตามวัตถุ

การโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบครั้งเดียว เหมาะสำหรับใช้กับตัวแบบที่หยุดนิ่ง อาทิ แก้ว อาหาร ตุ๊กตา นางแบบ ส่วนการโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบเคลื่อนไหวต่อเนื่องเหมาะกับการเก็บภาพตัวแบบที่มีการเคลื่อนไหวไปมาเล็กน้อย อาทิ ดอกหญ้าถูกลมพัด เด็กนั่งเล่น และสุดท้ายการโฟกัสภาพอัตโนมัติติดตามวัตถุ เหมาะกับการถ่ายภาพวัตถุที่มีการเคลื่อนที่ทั้งแบบสามารถประเมินทิศทางได้และประเมินไม่ได้ อาทิ มอเตอร์ไซด์ แมลงปอ ผีเสื้อ ดังนั้นการเลือกใช้งานจึงควรปรับตั้งไว้ล่วงหน้าก่อนเริ่มหาโฟกัสภาพทุกครั้งให้เหมาะสม

Focus Point หรือตำแหน่งจุดโฟกัสนั้นเป็นเรื่องเริ่มต้นของนิยามความงามในภาพ หากไม่สามารถจับโฟกัสได้ถูกต้องก็อาจไม่มีโอกาสได้ภาพที่ต้องการ การเลือกหาจุดโฟกัสจะใช้ระบบหาโฟกัสแบบอัตโนมัติ แบบกึ่งอัตโนมัติ หรือแบบปรับตั้งเองไม่มีข้อบัญญัติหรือสูตรที่ตายตัวขึ้นกับความถนัดของนักถ่ายภาพแต่ละคน การถ่ายภาพที่มีความซับซ้อน หรือจุดที่ต้องการโฟกัสมีขนาดเล็กแนะนำให้ลองเลือกหาจุดโฟกัสแบบปรับตั้งเองเพราะสมองกลในกล้องไม่อาจคาดเดาความคิดได้เท่าทันสมองมนุษย์ หรือเพื่อย่นระยะเวลาปัจจุบันเลนส์รุ่นใหม่ๆจะรองรับระบบโฟกัสแบบกึ่งอัตโนมัติ คือเบื้องต้นให้กล้องคิดวิเคราะห์ให้ก่อนจากนั้นสามารถหมุนปรับละเอียดได้อีกที (Full-Time Autofocus) เพื่อช่วยประหยัดเวลา

ซึ่งจำนวนของจุดโฟกัสมากก็สามารถครอบคลุมพื้นที่ภาพได้มาก และเอื้ออำนวยต่อการเลื่อนตำแหน่งจุดโฟกัสเมื่อใช้แบบจุดเดียวทั้งการควบคุมด้วยแป้นทิศทาง หรือควบคุมผ่านระบบสัมผัสของหน้าจอ LCD แบบ Capacitive ที่รวดเร็วแม่นยำสามารถกำหนดขนาดพื้นที่การโฟกัสได้หลายขนาดเพื่อให้ปรับตามความเหมาะสมของวัตถุที่ต้องการให้ค้นหา การเลื่อนจุดที่จะโฟกัสได้ทำให้สามารถจัดองค์ประกอบภาพไว้ก่อนแล้วค่อยแตะเลือกตำแหน่งชัดภายหลังได้ง่ายหากใช้ร่วมกับขาตั้งกล้องที่มั่นคง

Focus AF Lock หรือการล็อคจุดโฟกัสเป็นเทคนิคการถ่ายภาพที่มีมานานมักใช้สำหรับจัดองค์ประกอบภาพในตำแหน่งที่ไม่มีจุดโฟกัสครอบคลุมถึง หรือตั้งตำแหน่งโฟกัสภาพไว้ตรงกลางตลอดเวลาเพียงแตะชัตเตอร์ค้างไว้แล้วถึงขยับเฟรมภาพให้เป็นไปตามที่ต้องการ อีกวิธีในการล็อคโฟกัสไม่ให้จุดโฟกัสเปลี่ยนไปจากที่ตั้งระยะไว้ คือเมื่อกล้องและเลนส์หาจุดโฟกัสแบบอัตโนมัติได้แล้วเราไม่ต้องการย้ายจุดโฟกัสในเฟรมต่อๆ ไปเราก็เพียงผลักสวิทช์ปรับ AF ไปที่ MF (บริเวณกระบอกเลนส์หรือด้านหน้าเลนส์) ทำให้กล้องจะไม่ค้นหาโฟกัสเองต่อไป เมื่อกดชัตเตอร์ก็ลั่นต่อเนื่องได้ทันทีโดยไม่เสียเวลาค้นหาโฟกัสก่อนทุกภาพ

การตัดสินใจเลือกช่างภาพงานแต่งที่ดีที่สุดสำหรับวันสำคัญของคุณ

ภาพงานแต่งเป็นภาพความทรงจำที่สวยงามและน่าจดจำ แม้เวลาจะผ่านไปก็ตามคุณยังสามารถนำไปโชว์ให้ลูกๆหลานๆ ได้ชื่นชมได้อีกในอนาคต การเลือกช่างภาพที่จะมาถ่ายรูปให้ในวันพิเศษสุดของคุณก็เป็นสิ่งที่สำคัญและต้องใช้เวลา ขอแนะนำวิธีที่จะช่วยคุณในการตัดสินใจเลือกช่างภาพงานแต่งที่ดีที่สุดสำหรับวันสำคัญของคุณ

ประสบการณ์ช่างภาพ : ตรวจสอบก่อนว่าช่างภาพมีประสบการณ์ในการถ่ายภาพงานแต่งงานมานานแค่ไหนแล้ว ขอย้ำนะคะว่า “ประสบการณ์ในการถ่ายภาพงานแต่งงาน” เพราะการถ่ายภาพงานแต่งก็จะแตกต่างจากการถ่ายภาพประเภทอื่น ช่างภาพบางท่านมีประสบการณ์ในการถ่ายภาพมานาน เช่น 10 ปี 15 ปี แต่เพิ่งจะมาถ่ายภาพงานแต่งงานเมื่อปี สองปีหลังนี่เอง เพราะฉะนั้นขอให้ตรวจสอบให้ดีก่อนตัดสินใจ

ผลงานภาพถ่าย : เป็นใจหลักสำคัญเลยในการตัดสินใจที่จะเลือกช่างภาพงานแต่งงานของคุณ วิธีง่ายๆ ก็คือขอดู album ภาพงานแต่งที่ช่างภาพคนนั้นๆ ได้บันทึกเอาไว้ โดย siamviva.com ก็ขอแนะวิธีการดูผลงานการถ่ายภาพคร่าวๆไว้ดังนี้ค่ะ

เป็น album ภาพที่บอกเรื่องราวของงานแต่งงานได้ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบหรือไม่ ?
ช่างภาพได้ให้คุณดู album งานแต่งงาน เพียงงานเดียวของบ่าวสาวเพียงคู่เดียวที่ได้รับการคัดเลือกมา หรือให้ดูหลายคู่หลายๆ album
ภาพถ่าย มีหลายๆแบบหลากหลาย style หรือไม่? เช่น มีทั้ง close up หน้า, candid, เต็มตัว หรือเน้นเป็นแบบ style ใด style หนึ่ง
การจัดวางของภาพ หรือจัดวางตำแหน่งภาพดูแล้วสมดุลเป็นมืออาชีพหรือไม่? เช่นถ้าเป็นการถ่ายภาพหมู่เต็มตัว ไม่มีใครในภาพเห็นหน้าแค่ครึ่งเดียว
มีการถ่ายรายละเอียดของบรรยากาศงานแต่งใน album ภาพหรือไม่? เช่น detail ชุดเจ้าสาว ชุดเจ้าบ่าว ภาพเค๊กแต่งงาน ภาพดอกไม้ ภาพแสดงสีหน้าหรือความรู้สึกแขกที่มางาน คุณพ่อคุณแม่เจ้าบ่าวเจ้าสาว
นอกจากภาพคู่บ่าวสาวแล้ว ควรพิจารณาภาพแขกที่มาในงาน รวมถึงเพื่อนๆ ญาติๆ ว่าออกมาดูดี มีสีหน้าแสดงความสุข สดชื่น ผ่อนคลายหรือไม่?
สุดท้าย ลองถามตัวคุณเองด้วยว่าคุณจะพอใจหรือไม่? ถ้าคุณได้ภาพลักษณะเดียวกับ album ภาพที่ช่างภาพนำมาให้คุณดูเป็นตัวอย่าง

รูปแบบของภาพ : ศึกษาจากลักษณะและรูปแบบภาพถ่ายของช่างภาพคนนั้นว่าโดนใจคุณหรือไม่ เป็นแบบที่คุณชอบหรืออยากได้? เพราะช่างภาพแต่ละท่านก็จะถนัดหรือมี Style การถ่ายภาพที่แตกต่างกัน ดังนั้นคุณควรจะหาช่างภาพที่มีความถนัดในด้านการถ่ายภาพใน style ที่คุณชอบ เช่น ภาพ candid, ภาพเป็นทางการ, ภาพแนว journalist, ภาพสี, ภาพขาว-ดำ หรือ ภาพ sepia

ชื่อเสียงช่างภาพ : ช่างภาพที่มีชื่อเสียง ก็มักจะเป็นที่รู้จักของคนหลายๆ คน คุณก็สามารถหาข้อมูลและคำแนะนำได้จากญาติๆ หรือเพื่อนๆของคุณที่มีประสบการณ์มาก่อน เช่น สอบถามเรื่องการบริการ ขอดูตัวอย่าง album งานแต่งงาน หรือคุณอาจจะสอบถามคำแนะนำจากผู้ที่มีคลุกคลีในวงการ wedding ซึ่งอาจจะเป็น wedding planner เจ้าหน้าที่หรือ sale โรงแรมที่คุณจัดงานแต่ง หรือ ช่างจัดดอกไม้งานแต่ง เป็นต้น

ได้ช่างภาพตามที่ตกลงไว้ : คุณต้องมั่นใจได้ว่าช่างภาพที่จะไปถ่ายภาพงานแต่งให้คุณ เป็นช่างภาพที่คุณได้ระบุชื่อไว้ คุณอาจจะให้ทางร้านเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไปเลยว่าจะส่งช่างภาพที่คุณได้ระบุชื่อไว้ เนื่องจากบริษัทหรือ studio ถ่ายภาพมีช่างภาพหลายท่านพอถึงวันจริงหรือใกล้ๆวันแต่งงานเค้าก็อาจจะส่งคนอื่นมาแทนโดยอาจจะอ้างว่าช่างภาพที่คุณต้องการนั้นไม่ว่าง มาถึงตอนนี้คุณก็ต้องยอมรับไปปฏิเสธไม่ได้แล้วค่ะ เพราะฉะนั้นควรระวังไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับคุณ

บุคลิกและนิสัยช่างภาพ : นอกจากผลงานแล้ว ลักษณะนิสัยและบุคลิกของช่างภาพก็เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม ก่อนตัดสินใจเลือกช่างภาพเราขอแนะนำให้คุณหาโอกาสเข้าไปเจอตัวและพูดคุยกับช่างภาพก่อน แล้วดูซิว่าการพูดจา และบุคลิกของช่างภาพ เข้ากับคุณได้หรือไม่ เพราะการที่ได้ช่างภาพที่เข้ากับคุณได้ จะทำให้คุณรู้สึก relax สบายๆ คุยกันรู้เรื่อง และในวันแต่งงานคุณก็จะได้ภาพที่สวยๆค่ะ

การแต่งกายของช่างภาพ : คุณต้องตรวจสอบกับช่างภาพก่อนว่าวันที่จะไปถ่ายภาพให้คุณนั้นจะแต่งกายแบบไหน เพราะช่างภาพที่แต่งกายเรียบร้อยถูกกาละเทศะก็จะช่วยเสริมให้งานแต่งงานของคุณดูดีขึ้นค่ะ

ราคา ค่าใช้จ่าย : ราคาค่าใช้จ่ายของช่างภาพอยู่ในงบประมาณที่คุณตั้งไว้หรือไม่ ? ถ้าเกินกว่างบประมาณ ก็ต้องมาดูว่าฝีมือ ผลงานและการบริการนั้นคุ้มค่ากับเงินที่คุณต้องจ่ายไปหรือไม่? คุณสามารถต่อรองราคาได้หรือไม่? และที่สำคัญต้องเข้าใจตรงกันด้วยว่าราคานั้นรวมค่าใช้จ่ายหรืออุปกรณ์อะไรบ้าง เช่น ไฟหน้าซุ้ม ไฟสปอตท์ อัลบั้ม กรอบรูป ล้างรูป ฟิมพ์ ราคาที่ร้านเสนอมามีช่างภาพกี่ท่าน เพราะบางร้านก็จะบอกราคาไว้ถูกแต่ถ้าคุณจะเพิ่มนู่นเพิ่มนี่ก็คิดราคาเพิ่มจุกจิก เช่น เพิ่มไฟหน้าซุ้ม (ซึ่งมันจำเป็นต้องใช้แน่ๆ) ไฟสปอตไลท์ รวมเบ็ดเสร็จสับก็อาจแพงกว่าร้านที่บอกราคาไว้สูงกว่าแต่รวมอุปกรณ์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว

อุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพ : แม้ว่าคุณแจะไม่ใช่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพ แต่ควรก็จะศึกษาไว้บ้างว่า ชนิดของกล้อง รุ่นกล้อง รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆที่ช่างถ่ายภาพจะใช้ในงานแต่งงานของคุณด้วย ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ควรจะมีความทันสมัยพอสมควร มีเลนส์หลายๆชนิด มีซูม มี Flash ที่มีคุณภาพเพียงพอ ถ้าหากใช้กล้อง digital ก็ต้องเลือกที่กล้องที่ให้ความละเอียดสูงซัก 15 ล้านพิกเซลขึ้นไป ถ้าเป็นกล้องฟิล์ม ก็ต้องมั่นใจว่าช่างภาพใช้ฟิล์มที่มีคุณภาพ