แอพพลิเคชั่นแต่งรูปแนวย้อนยุคสำหรับโทรศัพท์มือถือ

lisadierolfphotography.com

การสร้างสรรค์รูปถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือให้ออกมาสวยงาม เป็นกิจกรรมที่วัยรุ่นยุคใหม่ต่างชื่นชอบ อีกทั้งในเวลานี้มีแอพพลิเคชั่นอยู่มากมายที่คิดค้นมาตอบสนองความต้องการของผู้ที่รักงานศิลปะ ในบทความนี้จะยกตัวอย่างแอพพลิเคชั่นการแต่งรูปถ่ายแนวย้อนยุคโดย มีดังนี้

1.Vintage Camera เป็นแอพพลิเคชั่นที่เปิดตัวในระบบ Andrid ได้ไม่นาน โดยลูกเล่นเหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบรูปถ่ายแนวคลาสสิค ซึ่งในตัวแอพมีเอฟเฟกต์แนวย้อนยุคมากมายหลายแบบ เพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้งาน

2. Vignette Demo เป็นแอพพลิเคชั่นที่กำลังได้รับความนิยมอีกหนึ่งตัว เนื่องจากนอกจากจะปรับแต่งภาพในแบบที่ต้องการแล้ว ตัวแอพยังสามารถเติมแต่งรูปถ่ายเพิ่มเข้าไปได้ และมีกรอบรูปให้เลือกมากมาย อีกทั้งยังสามารถใช้งานได้อย่างง่ายดายด้วย

3. PicsArt – Photo Studio เป็นแอพพลิเคชั่นที่ใช้ได้ทั้งระบบ Android และ IOS โดยตัวแอพมีเครื่องมือการแต่งภาพที่ครบครัน มีเอฟเฟกต์แต่งรูปแนวย้อนยุค และยังมีการใส่ข้อความเก๋ๆลงในภาพได้อีกด้วย

4. Vintique – Photo Editor แอพพลิเคชั่นที่เป็นที่นิยมมากที่สุด ด้วยลูกเล่นที่ใช้งานง่ายในการแต่งภาพแนวคลาสสิค มี Filter ให้เลือกได้หลากหลาย และสามารถแชร์ลงโซเชียลได้ทันที

5. Pixlr-o-matic เป็นแอพพลิเคชั่นที่สามารถเลือกแต่งรูปถ่ายจากอัลบั้มหรือถ่ายใหม่ด้วยการเลือก Filter ปรับแต่งและ Effect ต่าง ๆ เช่น Vintage หรือแนวย้อนยุค เพื่อเพิ่มสีสันให้กับรูปภาพได้ตามต้องการ รวมไปถึงการใส่กรอบให้กับรูปภาพเพื่อความสวยงาม

6. XnRetro เป็นแอพพลิเคชั่นแต่งรูปแนวย้อนยุคที่มีให้เลือกกว่า 20แบบด้วยกัน และมีกรอบรูปที่ให้ผู้ใช้งานเลือกปรับแต่งได้ตามความต้องการอีกด้วย และยังสามารถแชร์ลงโซเชี่ยลได้ง่ายๆ

7. InstaCollage เป็นแอพพลิเคชั่นแต่งรูป Android ได้รับความนิยมไม่แพ้ใครอีกหนึ่งตัว โดยตัวแอพฯ มีลูกเล่นการแต่งภาพมากมายทั้งการเลือกโทนสีของภาพ, การเอาภาพหลายรูปภาพมารวมกันหรือการเขียนข้อความลงบนภาพก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย

8. Vintage Photofram.es ผู้ใช้งานสามารถเลือกการแต่งภาพได้จากอัลบั้มรูปที่มีอยู่ในเครื่องอยู่แล้วหรือเลือกจากการถ่ายภาพใหม่ รวมไปถึงการปรับแต่งภาพด้วยในแบบต่าง ๆ เช่น ย่อขยาย, หมุนภาพกลับภาพ เป็นต้น

แอพพลิเคชั่นการแต่งรูปแนวย้อนยุคที่แนะนำข้างต้นเป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้ในแนวที่ตนเองชอบ มาลองใช้ดู เพียงเท่านี้ก็สามารถสนุกกับการแต่งรูปแล้ว

เทคนิคการโฟกัสภาพให้แม่นยำ

FOCUS เรื่องใกล้ตัวของคนถ่ายภาพไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์ใดเป็นเครื่องมือในการบันทึกภาพก็ล้วนแต่ต้องมีเป้าหมายในการเล่าเรื่องราวผ่าน object หลักในภาพจากตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งหรือทั้งภาพ ซึ่งนักถ่ายภาพจำนวนมากมักเจอกับปัญหาว่าภาพของเราทำไมไม่ชัด อยากให้ตรงนี้ชัดทำไมไปชัดในจุดที่ไม่ต้องการ กล้อง เลนส์มีปัญหาหรือไม่อาจเป็นข้อสงสับประการแรกๆที่เข้ามาในความคิด แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากตัวเราไม่เข้าใจในตัวอุปกรณ์นั้นๆ เช่นตำแหน่งเลือกระบบโฟกัส ระยะใกล้สุดของเลนส์แต่ละตัว กล้องแต่ละรุ่นในทุกวันนี้มีความอัจฉริยะมากแม้ว่าจะเลือกระบบโฟกัสอัตโนมัติในสถานการณ์ที่ซับซ้อนมันก็ยังคงทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี เมื่อระบบดีแล้วการควบคุมเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตัดสินใจว่ากรณีใดควรเลือกหยิบระบบหรือฟังก์ชั่นใดขึ้นมาสนองการใช้งานเหล่านั้นได้เหมาะสม ลองไปติดตามว่าเราจะมีวิธีเลือกการโฟกัสภาพทั้งแบบอัตโนมัติ และแมนนวลให้แม่นยำได้อย่างไร

Automatic Focus Mode หรือโหมดการโฟกัสภาพ แบบอัตโนมัติเป็นการโฟกัสภาพที่นักถ่ายภาพส่วนใหญ่เลือกใช้เป็นมาตรฐานเพราะสะดวก ง่าย เพียงแตะปุ่มชัตเตอร์ครึ่งหนึ่งเมื่อตำแหน่งที่โฟกัสชัดจะมีเสียงเตือน และกรอบโฟกัสก็จะยืนยันเป็นสีเขียวแต่สามารถเลือกปิดเสียงได้ด้วยฟังก์ชั่นเสียงเงียบในจังหวะที่ต้องการความเป็นส่วนตัว หรือไม่ไปรบกวนผู้อื่น ในกล้องแต่ละแบรนด์จะมีชื่อเรียกระบบการโฟกัสที่แตกต่างกันแต่ก็มีลักษณะการใช้งานเหมือนกันสามารถแบ่งได้เป็น3รูปแบบหลักได้แก่ การโฟกัสภาพครั้งเดียว, การโฟกัสภาพเคลื่อนไหวต่อเนื่อง และโฟกัสภาพต่อเนื่องติดตามวัตถุ

การโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบครั้งเดียว เหมาะสำหรับใช้กับตัวแบบที่หยุดนิ่ง อาทิ แก้ว อาหาร ตุ๊กตา นางแบบ ส่วนการโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบเคลื่อนไหวต่อเนื่องเหมาะกับการเก็บภาพตัวแบบที่มีการเคลื่อนไหวไปมาเล็กน้อย อาทิ ดอกหญ้าถูกลมพัด เด็กนั่งเล่น และสุดท้ายการโฟกัสภาพอัตโนมัติติดตามวัตถุ เหมาะกับการถ่ายภาพวัตถุที่มีการเคลื่อนที่ทั้งแบบสามารถประเมินทิศทางได้และประเมินไม่ได้ อาทิ มอเตอร์ไซด์ แมลงปอ ผีเสื้อ ดังนั้นการเลือกใช้งานจึงควรปรับตั้งไว้ล่วงหน้าก่อนเริ่มหาโฟกัสภาพทุกครั้งให้เหมาะสม

Focus Point หรือตำแหน่งจุดโฟกัสนั้นเป็นเรื่องเริ่มต้นของนิยามความงามในภาพ หากไม่สามารถจับโฟกัสได้ถูกต้องก็อาจไม่มีโอกาสได้ภาพที่ต้องการ การเลือกหาจุดโฟกัสจะใช้ระบบหาโฟกัสแบบอัตโนมัติ แบบกึ่งอัตโนมัติ หรือแบบปรับตั้งเองไม่มีข้อบัญญัติหรือสูตรที่ตายตัวขึ้นกับความถนัดของนักถ่ายภาพแต่ละคน การถ่ายภาพที่มีความซับซ้อน หรือจุดที่ต้องการโฟกัสมีขนาดเล็กแนะนำให้ลองเลือกหาจุดโฟกัสแบบปรับตั้งเองเพราะสมองกลในกล้องไม่อาจคาดเดาความคิดได้เท่าทันสมองมนุษย์ หรือเพื่อย่นระยะเวลาปัจจุบันเลนส์รุ่นใหม่ๆจะรองรับระบบโฟกัสแบบกึ่งอัตโนมัติ คือเบื้องต้นให้กล้องคิดวิเคราะห์ให้ก่อนจากนั้นสามารถหมุนปรับละเอียดได้อีกที (Full-Time Autofocus) เพื่อช่วยประหยัดเวลา

ซึ่งจำนวนของจุดโฟกัสมากก็สามารถครอบคลุมพื้นที่ภาพได้มาก และเอื้ออำนวยต่อการเลื่อนตำแหน่งจุดโฟกัสเมื่อใช้แบบจุดเดียวทั้งการควบคุมด้วยแป้นทิศทาง หรือควบคุมผ่านระบบสัมผัสของหน้าจอ LCD แบบ Capacitive ที่รวดเร็วแม่นยำสามารถกำหนดขนาดพื้นที่การโฟกัสได้หลายขนาดเพื่อให้ปรับตามความเหมาะสมของวัตถุที่ต้องการให้ค้นหา การเลื่อนจุดที่จะโฟกัสได้ทำให้สามารถจัดองค์ประกอบภาพไว้ก่อนแล้วค่อยแตะเลือกตำแหน่งชัดภายหลังได้ง่ายหากใช้ร่วมกับขาตั้งกล้องที่มั่นคง

Focus AF Lock หรือการล็อคจุดโฟกัสเป็นเทคนิคการถ่ายภาพที่มีมานานมักใช้สำหรับจัดองค์ประกอบภาพในตำแหน่งที่ไม่มีจุดโฟกัสครอบคลุมถึง หรือตั้งตำแหน่งโฟกัสภาพไว้ตรงกลางตลอดเวลาเพียงแตะชัตเตอร์ค้างไว้แล้วถึงขยับเฟรมภาพให้เป็นไปตามที่ต้องการ อีกวิธีในการล็อคโฟกัสไม่ให้จุดโฟกัสเปลี่ยนไปจากที่ตั้งระยะไว้ คือเมื่อกล้องและเลนส์หาจุดโฟกัสแบบอัตโนมัติได้แล้วเราไม่ต้องการย้ายจุดโฟกัสในเฟรมต่อๆ ไปเราก็เพียงผลักสวิทช์ปรับ AF ไปที่ MF (บริเวณกระบอกเลนส์หรือด้านหน้าเลนส์) ทำให้กล้องจะไม่ค้นหาโฟกัสเองต่อไป เมื่อกดชัตเตอร์ก็ลั่นต่อเนื่องได้ทันทีโดยไม่เสียเวลาค้นหาโฟกัสก่อนทุกภาพ

การตัดสินใจเลือกช่างภาพงานแต่งที่ดีที่สุดสำหรับวันสำคัญของคุณ

ภาพงานแต่งเป็นภาพความทรงจำที่สวยงามและน่าจดจำ แม้เวลาจะผ่านไปก็ตามคุณยังสามารถนำไปโชว์ให้ลูกๆหลานๆ ได้ชื่นชมได้อีกในอนาคต การเลือกช่างภาพที่จะมาถ่ายรูปให้ในวันพิเศษสุดของคุณก็เป็นสิ่งที่สำคัญและต้องใช้เวลา ขอแนะนำวิธีที่จะช่วยคุณในการตัดสินใจเลือกช่างภาพงานแต่งที่ดีที่สุดสำหรับวันสำคัญของคุณ

ประสบการณ์ช่างภาพ : ตรวจสอบก่อนว่าช่างภาพมีประสบการณ์ในการถ่ายภาพงานแต่งงานมานานแค่ไหนแล้ว ขอย้ำนะคะว่า “ประสบการณ์ในการถ่ายภาพงานแต่งงาน” เพราะการถ่ายภาพงานแต่งก็จะแตกต่างจากการถ่ายภาพประเภทอื่น ช่างภาพบางท่านมีประสบการณ์ในการถ่ายภาพมานาน เช่น 10 ปี 15 ปี แต่เพิ่งจะมาถ่ายภาพงานแต่งงานเมื่อปี สองปีหลังนี่เอง เพราะฉะนั้นขอให้ตรวจสอบให้ดีก่อนตัดสินใจ

ผลงานภาพถ่าย : เป็นใจหลักสำคัญเลยในการตัดสินใจที่จะเลือกช่างภาพงานแต่งงานของคุณ วิธีง่ายๆ ก็คือขอดู album ภาพงานแต่งที่ช่างภาพคนนั้นๆ ได้บันทึกเอาไว้ โดย siamviva.com ก็ขอแนะวิธีการดูผลงานการถ่ายภาพคร่าวๆไว้ดังนี้ค่ะ

เป็น album ภาพที่บอกเรื่องราวของงานแต่งงานได้ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบหรือไม่ ?
ช่างภาพได้ให้คุณดู album งานแต่งงาน เพียงงานเดียวของบ่าวสาวเพียงคู่เดียวที่ได้รับการคัดเลือกมา หรือให้ดูหลายคู่หลายๆ album
ภาพถ่าย มีหลายๆแบบหลากหลาย style หรือไม่? เช่น มีทั้ง close up หน้า, candid, เต็มตัว หรือเน้นเป็นแบบ style ใด style หนึ่ง
การจัดวางของภาพ หรือจัดวางตำแหน่งภาพดูแล้วสมดุลเป็นมืออาชีพหรือไม่? เช่นถ้าเป็นการถ่ายภาพหมู่เต็มตัว ไม่มีใครในภาพเห็นหน้าแค่ครึ่งเดียว
มีการถ่ายรายละเอียดของบรรยากาศงานแต่งใน album ภาพหรือไม่? เช่น detail ชุดเจ้าสาว ชุดเจ้าบ่าว ภาพเค๊กแต่งงาน ภาพดอกไม้ ภาพแสดงสีหน้าหรือความรู้สึกแขกที่มางาน คุณพ่อคุณแม่เจ้าบ่าวเจ้าสาว
นอกจากภาพคู่บ่าวสาวแล้ว ควรพิจารณาภาพแขกที่มาในงาน รวมถึงเพื่อนๆ ญาติๆ ว่าออกมาดูดี มีสีหน้าแสดงความสุข สดชื่น ผ่อนคลายหรือไม่?
สุดท้าย ลองถามตัวคุณเองด้วยว่าคุณจะพอใจหรือไม่? ถ้าคุณได้ภาพลักษณะเดียวกับ album ภาพที่ช่างภาพนำมาให้คุณดูเป็นตัวอย่าง

รูปแบบของภาพ : ศึกษาจากลักษณะและรูปแบบภาพถ่ายของช่างภาพคนนั้นว่าโดนใจคุณหรือไม่ เป็นแบบที่คุณชอบหรืออยากได้? เพราะช่างภาพแต่ละท่านก็จะถนัดหรือมี Style การถ่ายภาพที่แตกต่างกัน ดังนั้นคุณควรจะหาช่างภาพที่มีความถนัดในด้านการถ่ายภาพใน style ที่คุณชอบ เช่น ภาพ candid, ภาพเป็นทางการ, ภาพแนว journalist, ภาพสี, ภาพขาว-ดำ หรือ ภาพ sepia

ชื่อเสียงช่างภาพ : ช่างภาพที่มีชื่อเสียง ก็มักจะเป็นที่รู้จักของคนหลายๆ คน คุณก็สามารถหาข้อมูลและคำแนะนำได้จากญาติๆ หรือเพื่อนๆของคุณที่มีประสบการณ์มาก่อน เช่น สอบถามเรื่องการบริการ ขอดูตัวอย่าง album งานแต่งงาน หรือคุณอาจจะสอบถามคำแนะนำจากผู้ที่มีคลุกคลีในวงการ wedding ซึ่งอาจจะเป็น wedding planner เจ้าหน้าที่หรือ sale โรงแรมที่คุณจัดงานแต่ง หรือ ช่างจัดดอกไม้งานแต่ง เป็นต้น

ได้ช่างภาพตามที่ตกลงไว้ : คุณต้องมั่นใจได้ว่าช่างภาพที่จะไปถ่ายภาพงานแต่งให้คุณ เป็นช่างภาพที่คุณได้ระบุชื่อไว้ คุณอาจจะให้ทางร้านเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไปเลยว่าจะส่งช่างภาพที่คุณได้ระบุชื่อไว้ เนื่องจากบริษัทหรือ studio ถ่ายภาพมีช่างภาพหลายท่านพอถึงวันจริงหรือใกล้ๆวันแต่งงานเค้าก็อาจจะส่งคนอื่นมาแทนโดยอาจจะอ้างว่าช่างภาพที่คุณต้องการนั้นไม่ว่าง มาถึงตอนนี้คุณก็ต้องยอมรับไปปฏิเสธไม่ได้แล้วค่ะ เพราะฉะนั้นควรระวังไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับคุณ

บุคลิกและนิสัยช่างภาพ : นอกจากผลงานแล้ว ลักษณะนิสัยและบุคลิกของช่างภาพก็เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม ก่อนตัดสินใจเลือกช่างภาพเราขอแนะนำให้คุณหาโอกาสเข้าไปเจอตัวและพูดคุยกับช่างภาพก่อน แล้วดูซิว่าการพูดจา และบุคลิกของช่างภาพ เข้ากับคุณได้หรือไม่ เพราะการที่ได้ช่างภาพที่เข้ากับคุณได้ จะทำให้คุณรู้สึก relax สบายๆ คุยกันรู้เรื่อง และในวันแต่งงานคุณก็จะได้ภาพที่สวยๆค่ะ

การแต่งกายของช่างภาพ : คุณต้องตรวจสอบกับช่างภาพก่อนว่าวันที่จะไปถ่ายภาพให้คุณนั้นจะแต่งกายแบบไหน เพราะช่างภาพที่แต่งกายเรียบร้อยถูกกาละเทศะก็จะช่วยเสริมให้งานแต่งงานของคุณดูดีขึ้นค่ะ

ราคา ค่าใช้จ่าย : ราคาค่าใช้จ่ายของช่างภาพอยู่ในงบประมาณที่คุณตั้งไว้หรือไม่ ? ถ้าเกินกว่างบประมาณ ก็ต้องมาดูว่าฝีมือ ผลงานและการบริการนั้นคุ้มค่ากับเงินที่คุณต้องจ่ายไปหรือไม่? คุณสามารถต่อรองราคาได้หรือไม่? และที่สำคัญต้องเข้าใจตรงกันด้วยว่าราคานั้นรวมค่าใช้จ่ายหรืออุปกรณ์อะไรบ้าง เช่น ไฟหน้าซุ้ม ไฟสปอตท์ อัลบั้ม กรอบรูป ล้างรูป ฟิมพ์ ราคาที่ร้านเสนอมามีช่างภาพกี่ท่าน เพราะบางร้านก็จะบอกราคาไว้ถูกแต่ถ้าคุณจะเพิ่มนู่นเพิ่มนี่ก็คิดราคาเพิ่มจุกจิก เช่น เพิ่มไฟหน้าซุ้ม (ซึ่งมันจำเป็นต้องใช้แน่ๆ) ไฟสปอตไลท์ รวมเบ็ดเสร็จสับก็อาจแพงกว่าร้านที่บอกราคาไว้สูงกว่าแต่รวมอุปกรณ์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว

อุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพ : แม้ว่าคุณแจะไม่ใช่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพ แต่ควรก็จะศึกษาไว้บ้างว่า ชนิดของกล้อง รุ่นกล้อง รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆที่ช่างถ่ายภาพจะใช้ในงานแต่งงานของคุณด้วย ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ควรจะมีความทันสมัยพอสมควร มีเลนส์หลายๆชนิด มีซูม มี Flash ที่มีคุณภาพเพียงพอ ถ้าหากใช้กล้อง digital ก็ต้องเลือกที่กล้องที่ให้ความละเอียดสูงซัก 15 ล้านพิกเซลขึ้นไป ถ้าเป็นกล้องฟิล์ม ก็ต้องมั่นใจว่าช่างภาพใช้ฟิล์มที่มีคุณภาพ

ปรับแต่งอัลบั้มรูปภาพสินค้าให้ดูดี ช่วยส่งเสริมทางการตลาด


หลายปัจจัยที่จะช่วยให้คุณแข่งขันในตลาดการขายสินค้าออนไลน์ได้ หนึ่งในสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยก็คือ การนำเสนอสินค้าในรูปแบบที่น่าเชื่อถือ สามารถแสดงคุณสมบัติ ความโดดเด่น ความเป็นเอกลักษณ์และความแตกต่างได้ดี ก็จะทำให้คุณแข่งขันอยู่ในตลาดได้อย่างไม่ยาก การนำเสนอรูปภาพสินค้าที่ดี ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมากมายเสมอไป คุณสามารถใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ เช่น โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนมาช่วยได้ ซึ่งใช้ง่ายและได้ผลดีทีเดียว

1. เริ่มต้นถ่ายรูปสินค้า
1.1. จัดองค์ประกอบรูปภาพ เมื่อเล็งกล้องไปที่สินค้าแล้ว ผู้ถ่ายควรมองภาพรวมทั้งหมดของเฟรมหรือสิ่งที่เห็นในหน้าจอทั้งหมดด้วย เพื่อจัดให้สินค้าอยู่ในสัดส่วนที่พอดี
1.2. พื้นหลัง เสริมความเด่น นอกจากการทำพื้นหลังให้เป็นสีขาวด้วยการใช้ Light Box แล้ว คุณสามารถใช้พื้นหลังที่เป็นสีอื่นได้ เพียงแต่ต้องระวังอย่าให้สีใกล้เคียงกับสีของสินค้ามากนัก ไม่เช่นนั้นสีจะกลืนกันจนทำให้ไม่เห็นความเด่นของสินค้าได้
1.3. ภาพแสดงขนาดสินค้า ควรแสดงขนาดของสินค้าหรือขนาดเปรียบเทียบสำหรับสินค้าบางประเภท เช่น เครื่องประดับ กระเป๋า และอื่นๆ เพื่อให้ผู้ซื้อใช้ในการพิจารณาประกอบการตัดสินใจซื้อได้
1.4. Focus จุดที่ต้องการเน้น โดยทั่วไปโทรศัพท์สมาร์ทโฟน มักมีฟังก์ชั่นเน้นจุดในภาพถ่ายหรือการโฟกัส ยกตัวอย่าง เครื่องโทรศัพท์ไอโฟน คุณสามารถเข้า Application ชื่อ ‘Camera’ และเมื่อเปิดใช้งานหันจอไปตรงสินค้าที่ต้องการถ่าย จากนั้นใช้นิ้วสัมผัสหน้าจอโทรศัพท์ตรงจุดที่ต้องการเน้นให้ชัดเจนแล้วกดถ่ายภาพ เท่านี้คุณก็จะได้ภาพที่สวยงาม มีจุดเน้นของสินค้าที่โดดเด่นแล้ว
1.5. มุมมองใหม่ สร้างความแตกต่าง การถ่ายรูปสินค้าโดยทั่วไปควรถ่ายจากหลายมุมมอง เช่น ด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง เพื่อให้ผู้ซื้อมองเห็นรายละเอียดของสินค้าได้ชัดเจน

2. ขั้นตอนการแต่งภาพ
1. ความสว่าง สำหรับผู้ที่ถ่ายภาพเองและไม่ได้มีสตูดิโอหรือการจัดฉากและแสงไฟที่เหมาะสม ภาพที่ถ่ายได้อาจมืดกว่าที่สายตาเรามองเห็น และแสดงสีที่ต่างจากสินค้าจริง การใช้เทคนิคปรับความสว่างของภาพจึงสามารถช่วยได้มาก
2. ความคมชัด การใช้เทคนิคเพิ่มความคมชัด ก็สามารถช่วยได้ในขั้นตอนการตกแต่งภาพ ซึ่งช่วยให้รายละเอียดของสินค้า ขอบของสินค้าคมชัดมากขึ้น ทั้งนี้ ควรปรับระดับความคมชัดให้เหมาะสม
3. การตัดภาพ ช่วยปรับสัดส่วนของภาพสินค้าได้ และยังช่วยให้คุณสามารถจัดองค์ประกอบภาพให้เหมาะสมกับมาตรฐานการลงรูปภาพในร้านค้าออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย
4. การใส่ฟิลเตอร์ เป็นการช่วยเพิ่มความรู้สึกอยากเป็นเจ้าของสินค้าเมื่อมองภาพได้ แต่การใส่ฟิลเตอร์นั้นก็มีข้อควรระวัง เพราะอาจสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณลักษณะของสินค้าได้ เช่น สี รายละเอียดพื้นผิว และอื่นๆ เพราะฉะนั้นควรใช้เท่าที่จำเป็น และไม่ควรใช้กับทุกภาพของสินค้านั้นๆ

3. แนะนำแอพพลิเคชั่นแต่งภาพ
1. Snap Speed เป็นแอพพลิเคชั่นตกแต่งภาพที่มีการใช้งานง่าย มีเทคนิคการแต่งภาพที่หลากหลาย เช่น การปรับแสง ฟิลเตอร์ และเทคนิคอื่นๆ อีกมากมาย ที่ช่วยให้คุณแต่งภาพสินค้าให้ดูโดดเด่นได้
2. Photoshop Express เป็นแอพพลิเคชั่นแต่งภาพของ Adobe ที่ใช้ได้กับเครื่องโทรศัพท์ทั้ง iPhone และ Android ช่วยให้คุณสามารถแต่งภาพด้วยเครื่องมือพื้นฐานได้อย่างรวดเร็ว โดยที่คุณไม่ต้องมีความรู้ด้านการใช้งานโปรแกรม Photoshop มาก่อน

การบริการธุรกิจร้านถ่ายรูปและนวัตกรรมทางด้านการถ่ายภาพในอดีตจนถึงปัจจุบัน

สำหรับดิจิตอล ตลาดจะขยายตัวรุนแรง ตอนที่สติ๊กเกอร์เข้ามาความตื่นตัวของการถ่ายภาพมีสูงมาก เปลี่ยนจากฟิล์มมาเป็นดิจิตอล กระบวนการเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง ปัจจุบันก็ยังใช้ฟิล์มในการถ่ายภาพได้ และก็ยังมีตลาดดิจิตอลเป็นเรื่องของความทันสมัย ลูกค้าก็ต้องเลือกระหว่างความถูกกับความแพง ดิจิตอลก็จะแพงกว่าฟิล์มธรรมดา เพราะสามารถตกแต่งได้ตลาดที่กำลังได้รับความสนใจสูงสุดอยู่ในขณะนี้ก็คือ การถ่ายภาพแฟชั่นสำหรับวัยรุ่นผู้หญิง ซึ่งแต่ละวันร้านเหล่านี้รับลูกค้าจำนวนหลายร้อยคนหรืออาจถึงพันคนต่อวัน เป็นตลาดที่น่าสนใจ รายได้ดีทั้งพบว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในช่วง 5 – 6 ปีที่ผ่านมา ตลาดสตูดิโอถ่ายภาพในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตสูงมาก เนื่องจากผู้บริโภคได้หันมาให้ความสำคัญกับการถ่ายภาพ โดยสตูดิโอถ่ายภาพมืออาชีพมีมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีทางเลือกหลากหลายมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านคอนเซ็ปท์การถ่ายภาพที่แต่ละสตูดิโอนำมาเสนอและราคาค่างวดที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ดีการแข่งขันในธุรกิจสตูดิโอได้นำไปสู่การตัดราคากันเอง การลดต้นทุนของสตูดิโอส่งผลให้ภาพรวมของมาตรฐานสตูดิโอในประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาไปได้มากนัก

ปัจจุบันธุรกิจการถ่ายภาพในลักษณะมีสภาพแวดล้อมบรรยากาศแบบสตูดิโอเป็นที่ยอมรับของตลาดเป็นอย่างดี จึงเล็งเห็นว่าธุรกิจการถ่ายภาพบุคคลในโอกาสต่างๆ ยังมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่อีกจำนวนมาก อีกทั้งความต้องการของลูกค้าที่มาใช้บริการ ต้องการภาพที่มีคุณภาพครั้งหนึ่งในชีวิตและส่งมอบอย่างรวดเร็ว โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาดำเนินการ ในกรณีนี้กิจการจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูงกว่าปกติ  ดิจิตอล เป็นนวัตกรรมทางด้านการถ่ายภาพ ที่เริ่มเข้ามาแพร่หลายมากขึ้นตามกระแสความนิยมและยังเข้ามาสู่ธุรกิจการถ่ายภาพด้วย ซึ่งดิจิตอลนี้เองที่ทำให้เกิดการลงทุนในธุรกิจถ่ายภาพประเภทอื่นๆ มากขึ้น จากเดิมที่มีแต่แล็บสีซึ่งจับกลุ่มลูกค้าทั่วๆ ไป ธุรกิจนี้ปัจจุบันถึงจุดอิ่มตัวและมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง จนต้องมีการปรับตัวเข้าสู่การบริการที่เฉพาะกลุ่ม และพัฒนาเรื่องความรวดเร็วในการให้บริการ นั่นก็คือ “ดิจิตอล” คือ กระบวนการแปลงสัญญาณภาพให้เป็นไฟล์ดิจิตอล ดังนั้นจะบรรลุผลได้ก็ต้องมีกล้องดิจิตอล ในการถ่ายภาพหรือมีเครื่องมือในการ แปลงฟิล์ม หรือภาพให้เป็นไฟล์ดิจิตอล แล้วจึง Compose ให้เกิดภาพสวยงามที่ต้องการ