เหตุผลที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้กล้องดิจิตอลคอมแพค

Fujifilm-X30-5กล้อง Compact เป็นกล้องดิจิตอลที่เราคุ้นเคยกัน เพื่อใช้ถ่ายรูปเรื่องราวต่างๆที่เราประทับใจ แล้วก็มี SD CARD ตามแต่ความจุที่เราใส่เข้าไปได้ แล้วก็เอารูปภาพลงเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์เพื่อเปิดดูตอนไหนก็ได้ ขนาดความจุของ SD CARD เราก็สามารถใส่เข้าไปได้ง่าย หรืออยากจะเอาไปอัดรูปก็ทำได้ โดยความละเอียดนั้นก็พอใช้ได้ ขึ้นอยู่กับรุ่นของกล้องชนิดนั้น ซึ่งมีตั้งแต่ 1 ล้านพิกเซล ไปจนถึง 10 ล้านพิกเซล ขึ้นไป โดยกล้อง Compact สังเกตง่ายๆก็คือเป็นกล้องดิจิตอลแบบง่ายที่เอาเครื่องมาก็กดถ่ายได้เลย มีโปรแกรมเพื่อถ่ายแบบต่างๆเสร็จสรรพ ไม่ต้องตั้งให้เสียเวลา จะถ่ายคน ถ่ายดอกไม้ ถ่ายโหมดกลางคืน ก็เพียงหมุนปรับไปที่โหมดนั้นๆ เราก็สามารถเก็บภาพประทับใจได้ ไม่มีลูกเล่นมากมายให้เล่นกัน โดยภาพที่ออกมานั้นแตกต่างกันออกไปตามรุ่น และยี่ห้อของกล้อง Compact นั้นๆ

เวลากดชัตเตอร์เพื่อถ่ายภาพ กล้องก็จะใช้ระบบควบคุมแบบ Electronics เพื่อปิด-เปิด การทำงานของเซนเซอร์รับภาพให้ได้ปริมาณแสงตามที่เราตั้งไว้ เมื่อนำค่าแสงที่ได้ไปประมวลผลต่อก็จะได้ภาพสวยๆออกมาตามที่เราต้องการเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น กล้องดิจิตอลคอมแพคไม่มีม่านชัตเตอร์ ถูกแทนที่ด้วยระบบ Electronics ตัดต่อการทำงานด้วยวงจรไฟฟ้า ไม่มีกระจกสะท้อนภาพเพราะใช้การแสดงผลภาพผ่านทาง Live View จึงทำให้กล้องดิจิตอลคอมแพค (Digital Compact)  เป็นกล้องที่มีจุดเด่นอย่างที่มันเป็น คือมีขนาดเล็ก พกพาสะดวก และใช้งานง่าย เป็นที่นิยมของคนทั่วไป

ปัจจุบันนี้คนนิยมใช้กันมากเนื่องด้วยความสะดวกในการใช้งานแบบเล็งและถ่าย ทั้งยังมีจุดเด่นด้านความเล็กสะดวกพก สำหรับคนที่ไม่ต้องการคุณภาพของภาพชนิดว่าต้องไปขยายใหญ่ขึ้นป้ายบนทางด่วน หรือไม่ต้องวุ่นวายตั้งค่าอะไรมากมายกว่าจะได้รูปสวยๆไว้อัพขึ้นโซเชียลเน็ตเวิร์ค จึงเป็นเหตุผลที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กล้องดิจิตอลแบบคอมแพคกันมาก โดยกล้องประเภท Compact นั้นในปัจจุบันผู้ผลิตกล้องก็มีการแข่งขันกันเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับการใช้งานให้ง่ายและเป็นมิตรกับผู้ใช้มากขึ้น มีลูกเล่นหลากหลายขึ้น ทั้งการถ่ายภาพแบบพาโนรามาที่เหมาะกับการเก็บภาพวิวทิวทัศน์ที่ประทับใจ เรียกว่าตอบโจทย์ของความง่ายได้อย่างครบถ้วน

ประเภทและการเลือกกล้องสำหรับผู้ใช้ทั่วไปในปัจจุบันนี้

15หากจะถามว่าทุกวันนี้เราสามารถแบ่งประเภทของกล้องดิจิตอลได้กี่ประเภทแล้ว คำตอบก็คือเราสามารถแยกได้ทั้งหมด 3 ประเภท ตามที่ใช้กันมากในปัจจุบัน คือ 1.กล้อง Compact 2.กล้อง Mirrorless และ 3. กล้อง DSLR ซึ่งแต่ละประเภทก็มีรูปแบบการใช้งานและคุณสมบัติแตกต่างกันมากครับ โดยเฉพาะการเลือกกล้องสำหรับผู้ใช้ทั่วไปนั้น ตัวเลือกระหว่างกล้อง Compact และกล้อง Mirrorless ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น เราจะมาให้คำตอบกันนะครับ กล้องคอมแพคจิ๋วแต่แจ๋วพลังสูงชนิดนี้เรามักจะพบเห็นคนนิยมใช้กันมากครับ เนื่องด้วยความสะดวกในการใช้งานแบบเล็งและถ่ายทั้งยังมีจุดเด่นด้านความเล็กสะดวกพก สำหรับคนที่ไม่ต้องการคุณภาพของภาพชนิดว่าต้องไปขยายใหญ่ขึ้นป้ายบนทางด่วน หรือไม่ต้องวุ่นวายตั้งค่าอะไรมากมายกว่าจะได้รูปสวยๆ ไว้อัพขึ้นโซเชียลเน็ตเวิร์ค จึงเป็นเหตุผลที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กล้องดิจิตอลแบบคอมแพคกันมาก โดยกล้องประเภท Compact นั้น ในปัจจุบันผู้ผลิตกล้องก็มีการแข่งขันกันเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับการใช้งานให้ง่ายและเป็นมิตรกับผู้ใช้มากขึ้น มีลูกเล่นหลากหลายขึ้น ทั้งการถ่ายภาพแบบพาโนรามาที่เหมาะกับการเก็บภาพวิวทิวทัศน์ที่ประทับใจ เรียกว่าตอบโจทย์ของความง่ายได้อย่างครบถ้วน

กล้อง Mirrorless รวมจุดเด่นของกล้องทุกชนิดกล้องอีกประเภทที่พึ่งจะได้รับความนิยมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็คือกล้อง Mirrorless ที่คล้ายกับกล้อง Compact ในด้านความเล็ก แต่กลับมีความสามารถในการเปลี่ยนเลนส์ได้  แถมคุณภาพของภาพที่ได้จากกล้องชนิดนี้ ไม่ว่าจะเป็นความคมชัดของภาพ หรือความอิ่มตัวของสี ก็จัดว่าให้คุณภาพที่สูงมากเลยทีเดียว แน่นอนที่ว่า จุดเด่นของกล้อง Mirror less นั้น ก็คือรูปร่างของตัวกล้องที่พกพาสะดวก แม้ว่าจะติดตั้งเลนส์ไปแล้วก็ยังเล็กถือว่าเล็กกว่ากล้องสำหรับมืออาชีพอย่าง DSLR อยู่ดี สาเหตุที่สามารถลดหุ่นของตัวกล้องได้ขนาดนี้ ก็เนื่องมาจากการตัดชิ้นส่วนที่เป็นกระจกสะท้อนภาพที่มีในกล้อง DSLR ออกไป จากนั้นก็แทนที่ด้วยการแสดงผลภาพผ่านจอ LCD ที่ตัวกล้องเองเลย อีกจุดเด่นก็คือเรื่องคุณภาพของงานของกล้องประเภทนี้สูงกว่ากล้อง Compact ก็เพราะว่าตัวกล้องมีเซ็นเซอร์รับภาพขนาดใหญ่ แถมยังสามารถเลือกใช้เลนส์ได้หลากหลายชนิด ตั้งแต่ความยาวโฟกัสมากไปถึงน้อย ซึ่งตอบโจทย์การถ่ายภาพได้ดีกว่าเลนส์เล็กๆ ที่ติดมากับกล้อง Compact นอกจากนั้นเลนส์บางรุ่นที่คุณภาพสูง มักจะมีระบบกันสั่นมาให้ด้วยทำให้ภาพที่ได้ออกมาคมชัดสดใสไม่เบลอให้เสียอารมณ์ แต่อย่างไรก็ดี การที่ภาพจะออกมาได้อย่างสวยงามแค่ไหนนั้น 50% แม้จะอยู่ที่อุปกรณ์ดี แต่อีก 50% นั้นก็จะอยู่ที่มุมมองของผู้ถ่ายด้วยเช่นกันครับ เพราะอย่าลืมว่ากล้องเป็นเพียงอุปกรณ์ที่ไว้ถ่ายทอดเท่านั้น ของสำคัญมันอยู่ที่ช่วงจังหวะเวลา ความอดทน และความสามารถด้านศิลปะของคนถ่ายประกอบกันไป

กล้องวงจรปิดยุคใหม่ไม่ใช่แค่กล้องกับที่เก็บข้อมูล

กล้องวงจรปิดยุคใหม่ไม่ใช่แค่กล้องกับที่เก็บข้อมูล
ความเข้าใจส่วนใหญ่ หรือแม้แต่ฟังก์ชันหลักๆ ส่วนใหญ่ก็มักจะใช้งานทางด้านความปลอดภัยเป็นหลัก แต่ด้วยความคมชัดและซอฟต์แวร์ที่ทันสมัย ทำให้การติดกล้องวงจรปิดในปัจจุบันไม่ใช่แค่การรักษาความปลอดภัยอีกต่อไป เพราะกล้องวงจรปิดบางชนิด สามารถนำมาใช้ในการช่วยวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจได้ และน่าจะเป็นเทรนด์ใหม่ของกล้องวงจรปิดนับจากนี้

กล้องวงจรปิดที่ทันสมัยแบบเดิมนั้น ด้วยความฉลาดที่เราเรียนรู้กันนั้นเพียงแค่กล้องๆ หนึ่งสามารถหันหน้าไปตามผู้ต้องสงสัยได้ และเมื่อพ้นรัศมีก็จะจะส่งต่อไปให้กล้องอีกตัวหนึ่งทำหน้าที่ต่อ ก็ถือได้ว่ามีความสามารถที่เพียงพอแล้ว แต่ด้วยการพัฒนาที่ก้าวไปอีกขั้นทำให้กล้องวงจรปิดเหล่านี้ทำหน้าที่ได้โดดเด่นกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นการใส่ฟังก์ชันอย่างการวิเคราะห์ภาพในส่วนของการนับคนเข้าออก การวิเคราะห์ภาพในเรื่องของความหนาแน่นของคนในภาพ อย่างเช่น บริเวณที่มีคนหนาแน่นก็จะปรากฏเป็นสีแดง บริเวณคนน้อยจะเป็นสีฟ้า เป็นต้น กล้องวงจรปิดแบบเทคโนโลยีใหม่นี้ ยังให้ความคมชัดที่มากกว่า และให้การครอบคลุมพื้นที่ที่มากกว่า สามารถนำภาพที่ได้มาวิเคราะห์ได้แบบชัดเจน ไม่คลุมเคลือเหมือนกล้องแบบเดิม โดยเฉพาะในเรื่องของความปลอดภัยแล้วถือว่าสามารถตอบสนองในการหาตัวคนร้ายได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว

กล้องวงจรปิดนับจากนี้จะเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปตามเทคโนโลยียุคใหม่ ซึ่งต่อไปกล้อง 1 ตัวที่จะมีส่วนประกอบภายในมากมาย ที่นอกจากจะบันทึกข้อมูลภาพและวิดีโอได้แล้ว อาจจะสามารถวิเคราะห์ได้ถึงพฤติกรรมของคนๆ หนึ่งด้วยการประมวลผลในเวลาสั้นๆ และสามารถส่งข้อมูลเหล่านั้นไปให้กับผู้ควบคุมเพื่อให้สามารถป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทันที หรือแม้แต่การใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดยุคใหม่ที่จะนำมาใช้ในการสอดส่องพฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้า และช่วยให้เจ้าของรีเทลนั้นๆ สามารถนำไปวิเคราะห์เพื่อนำสิ่งที่ได้มาสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า อันจะส่งผลต่อการซื้อครั้งต่อไปได้ไม่ยาก และกล้องวงจรปิดก็จะไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือจับโจรในห้างเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

หลักฐานชั้นยอดจากกล้องติดรถยนต์

NjpUs24nCQKx5e1DGT7tgg1e1FEBulwcVl3Lt1a4tRGมีหลายครั้งที่อุบัติเหตุเกิดขึ้นมาแล้วต้องมานั่งเถียงกันว่าใครถูกหรือผิด ซึ่งบทสรุปคนผิดอาจผิดจริงรึเปล่าก็ยังไม่แน่ แต่กล้องติดรถยนต์ได้ผลิตขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการในส่วนนี้ โดยกล้องติดรถยนต์จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้บันทึกเหตุการณ์ขณะขับขี่หากเกิดอุบัติเหตุต่างๆ เวลาที่เกิดอุบัติเหตุกล้องเหล่านี้ก็จะเป็นหลักฐานชั้นยอด โดยในหลายรุ่นจะมีระบบจับการสะเทือนเมื่อเกิดการชน กล้องจะเก็บภาพในช่วงก่อนเกิดเหตุไว้เล็กน้อย และตั้งโปรแกรมป้องกันการบันทึกทับและลบไฟล์ในช่วงดังกล่าว เพื่อเก็บเป็นหลักฐานให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือประกันภัยได้ นอกจากนี้ในกล้องหลายรุ่นยังสามารถบันทึกตำแหน่งของรถจาก GPS ได้ โดยจะแสดงผลตำแหน่งที่วิ่งผ่านบนแผนที่ออนไลน์เมื่อเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ได้ด้วย

การเลือกซื้อกล้องติดรถยนต์ให้ถูกใจผู้ใช้มากที่สุด ควรเลือกซื้อที่ราคาเพราะในปัจจุบันทำให้กล้องติดรถยนต์มีความหลากหลายในเรื่องของราคาจัดจำหน่ายตั้งแต่หลักร้อย สำหรับกล้องที่มีคุณสมบัติพื้นฐานครบครันไปจนถึงหลักพัน เช่น กล้องที่บันทึกภาพแบบ Full HD และกล้องที่มีฟังก์ชั่นเสริมพิเศษ กล้องติดรถยนต์เป็นกล้องที่ต้องนำไปติดตั้งบริเวณคอนโซลรถ ซึ่งมีขนาดพื้นที่แตกต่างกันไปในรถยนต์แต่ละรุ่น การเลือกซื้อโดยคำนึงถึงขนาดของกล้องที่จะนำมาติดทำให้เกิดความเหมาะสมกับพื้นที่ติดตั้ง กล้องไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป และไม่เกะกะบริเวณหน้ารถเพื่อความสวยงามโดยรวมของห้องโดยสาร

นอกจากฟังก์ชั่นการทำงานขั้นพื้นฐานของกล้องติดรถยนต์โดยทั่วไปแล้ว ยังมีกล้องบางรุ่นที่มีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มเติมเป็นออพชั่นเสริม อาทิเช่น มีระบบ GPS แนะนำเส้นทาง มีระบบ G-sensor บันทึกและเก็บแยกไฟล์เมื่อเกิดอุบัติเหตุ เพื่อป้องกันการสูญหายของไฟล์ กล้องติดรถมีระดับความคมชัดของภาพทั้งแบบมาตรฐานและแบบ Full HD ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคมชัดในการบันทึกภาพในที่แสงน้อยได้ดีโดยเฉพาะเวลากลางคืน สำหรับผู้ใช้ที่ไม่เน้นฟังก์ชั่นพิเศษอาจคำนึงถึงความคงทนของกล้องเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจได้ กล้องที่เน้นความคงทนจะผลิตจากวัสดุที่มีความแข็งแรงทนทานเป็นพิเศษ ไม่เกิดความเสียหายหรือเสียหายน้อยมากเมื่อเกิดการกระแทกตกหล่น ทำให้กล้องไม่เสียหรือพังง่าย ประหยัดค่าใช้จ่ายและให้ความคุ้มค่าในระยะยาว

เทคนิคการถ่ายภาพท่องเที่ยวจากมือถือให้สวยงามอย่างมือโปร

ในปัจจุบันนี้กล้องมือถือ ถือว่าเข้ามาปฎิวัติวงการถ่ายภาพเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อก่อน การถ่ายภาพนั้นเป็นกิจกรรมเฉพาะทางสำหรับผู้ที่สนใจหรือมือโปรเท่านั้น เพราะนอกจากต้องมีกล้องเป็นของตัวเองแล้ว ยังต้องพกกล้องตัวนั้นไปไหนมาไหนอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่อยากพลาดวินาทีสำคัญ แต่พอกล้องมือถือได้รับการพัฒนาขึ้นมาจนถึงขั้นใช้งานได้ดีพอสมควร ทำให้เสมือนว่าเรากำลังพกกล้องไปทุกที่ทุกเวลา และไม่พลาดที่จะถ่ายภาพในทุกสถานการณ์เลยทีเดียว

วันนี้เราเลยมีทริคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะพัฒนาการถ่ายภาพจากมือถือของคุณให้ดีขึ้น จนบางทีเพื่อนคุณอาจจะไม่เชื่อก็ได้ว่าภาพเหล่านี้ถ่ายจากมือถือ
1. หันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์และปรับโหมดเป็น HDR
สมัยนี้กล้องมือถือจะพยายามใส่ฟังชั่น HDR (High Dynamic Range) เข้ามา ซึ่ง HDR นี้ก็คือการถ่ายโดยเก็บรายละเอียดในภาพทั้งส่วนมืดและสว่างให้มีรายละเอียดครบถ้วน ฉะนั้นหากถ่ายภาพในโหมดนี้แล้ว เราก็จะแก้ปัญหาหน้ามืดเมื่อหันกล้องเข้าหาดวงอาทิตย์ได้ระดับหนึ่งทีเดียว แต่ถ้าจะให้ได้ผลดีที่สุด ให้รอช่วงที่พระอาทิตย์กำลังจะตก ช่วงนั้นแสงจะไม่รุนแรงมากนัก ทำให้เราสามารถเก็บภาพที่มีรายละเอียดแสงสีที่สวยงามได้ และยิ่งวันไหนที่ท้องฟ้าเป็นใจ เราก็จะได้ภาพท้องฟ้าสวย ๆ อย่างแน่นอน

2. ถ่ายช่วงเวลาทอง
หลาย ๆ คนพยายามจะถ่ายภาพช่วงกลางวันที่แดดจัด ๆ และเกิดความสงสัยมาตลอดว่า ทำไมภาพที่ถ่ายออกมาดูแข็ง ๆ แสงไม่สวยเลย ดูภาพไม่มีชีวิตชีวา
ให้ลองเปลี่ยนเวลาถ่ายรูปโดยไปถ่ายช่วงเวลาก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน หรือที่คนทั่ว ๆ ไปเรียกว่าตอนเย็นนั่นแหละ ถ้าเป็นในประเทศไทยก็คือราว ๆ 5 โมงเย็น ช่วงเวลานี้ ถ้าเป็นวันที่มีแดด แสงแดดจะนุ่มเนียนตามากกว่าเวลาอื่น ๆ และเมื่อเราถ่ายรูปออกมา ภาพจะออกโทนเหลือง ๆ แดง ๆ คอนทราสของภาพก็จะสวยงามลงตัว เราเรียกเวลาช่วงนี้ว่า เวลาทอง Golden moment

3. ถ่ายช่วงทไวไลท์
ทไวไลท์คืออะไร มันคือช่วงเวลาหลังพระอาทิตย์ตก หรือก่อนพระอาทิตย์ขึ้นซักพักนึง ถ้าเป็นในประเทศไทย ก็อยู่ที่ราว 15-20 นาทีหลังจากพระอาทิตย์ตกนั่นเอง
ในช่วงเวลาดังกล่าว สมดุลระหว่างแสงบนท้องฟ้าและแสงไฟในเมืองจะพอดี ทำให้เป็นช่วงที่ถ่ายได้สีสันสวยงามมากที่สุดของวัน ซึ่งช่วงดีที่สุดของทไวไลท์นั้นก็ขึ้นอยู่กับความสว่างของเมืองนั้น ๆ ด้วย

ฉะนั้นถ้าอยากถ่ายไฟเมืองแบบสวย ๆ ลองรอหลังพระอาทิตย์ตกดู พอเมืองเริ่มเปิดไฟก็ลองถ่ายดูเลย รับรองว่าได้ภาพน่าประทับใจแน่นอน โดยเฉพาะมือถือรุ่นใหม่ ๆ ก็มักจะถ่ายในที่มืดได้ดีขึ้นมากด้วย

4. หาเนื้อหาเด่นของภาพ
บางทีเราเห็นวิวที่สวยงามและยิ่งใหญ่ก็อยากจะเก็บภาพไปเสียทั้งหมด แต่พอถ่ายภาพออกมากลับดูไม่เหมือนที่เห็นด้วยตาเปล่า ภาพดูว่าง ๆ โล่ง ๆ ไม่น่าสนใจเอาเสียเลย

ฉะนั้นแทนที่เราจะถ่ายแบบจะเก็บทุกอย่าง เราก็เปลี่ยนมาหาจุดเด่นในภาพดีกว่า นอกจากจะทำให้ภาพดูน่าสนใจแล้ว ยังสามารถบ่งบอกสถานที่ที่เราไปเยือนได้ดีกว่าอีกด้วย และถ้ากล้องมือถือมีปัญหาเรื่องการซูมเข้าไปหาเป้าหมาย เราก็ใช้วิธี CROP ภาพทีหลังก็ได้ เพราะกล้องเดี๋ยวนี้ความละเอียดค่อนข้างสูงมากทีเดียว เช่น GALAXY S6 ที่ 16 ล้าน หรือ IPHONE6 ที่ 8 ล้าน ถึงถ่ายมาแล้ว crop ก็ยังละเอียดพอจะลงโซเชียลเนทเวิร์คได้สบาย ๆ

5.มือต้องนิ่ง
ปัญหาหลักเลยที่ทำให้ภาพดูไม่น่าประทับใจคือ มือเราดันไม่นิ่ง ยิ่งบางคนไม่ถนัดกับการถ่ายด้วยมือถือเอาซะเลย เพราะมันเล็กเกินไป ฉะนั้น เราต้องมาฝึกถ่ายให้มือนิ่งกัน โดยเริ่มจากลองกลั้นหายใจตอนจะกดถ่ายดูก่อน เพราะส่วนใหญ่จะนิ่งขึ้นพอสมควร หรือหากเป็นช่วงเย็นที่แสงไม่พอ ลองหาพื้นหรือผนังที่แข็งแรง แล้วเอามือถือไปพิงแล้วค่อยถ่าย จะลดอาการสั่นได้ดีทีเดียว หรือหากถึงที่สุดจริง ๆ ให้ใช้ขาตั้งเล็ก ๆ และตั้งเวลาถ่ายเอา คราวนี้ยังไงก็นิ่งแน่นอน

เป็นอย่างไรกันบ้างกับหลักการถ่ายภาพท่องเที่ยวด้วยมือถือแบบคร่าว ๆ หวังว่าคงจะพอเป็นพื้นฐานให้ทุกท่านได้นำไปทดลองฝึกกันได้บ้าง เพราะจริง ๆ หลักการพวกนี้ส่วนใหญ่ก็นำมาจากหลักการถ่ายภาพทั่วไปของกล้องใหญ่นั่นแล ฉะนั้น ฝึกกับมือถือในตอนนี้ ไม่แน่ว่าในอนาคต เราอาจจะได้นำไปใช้กับกล้องแบบมืออาชีพก็ได้นะ